กฎ PDPA คลินิกทันตกรรม เก็บประวัติ ฟิล์ม X-ray และรูปยังไงให้ถูก!

การบริหารจัดการคลินิกทันตกรรมในยุคปัจจุบัน ไม่ได้มีเพียงเรื่องมาตรฐานการรักษาหรือการบริการที่ประทับใจเท่านั้น แต่เรื่องความปลอดภัยของข้อมูลคนไข้กลายมาเป็นหัวใจสำคัญ วันนี้เราจะพาทุกคนมาเจาะลึกกฎหมาย พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือ PDPA (Personal Data Protection Act) สำหรับคลินิกทันตกรรมโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการแฟ้มประวัติคนไข้ (HN) ไฟล์ X-ray ทั้งแบบ 2D และ CBCT รวมถึงภาพถ่ายในช่องปากและใบหน้า ให้ถูกต้องตามกฎหมาย ไร้กังวลเรื่องโดนปรับ และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในคลินิกได้อย่างแท้จริงกันค่ะ
PDPA เกี่ยวอะไรกับคลินิกทันตกรรม ?
PDPA เกี่ยวข้องกับคลินิกทันตกรรมโดยตรงเนื่องจากคลินิกมีสถานะเป็น "ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล" (Data Controller) ตามกฎหมาย ซึ่งมีหน้าที่จัดเก็บประมวลผลและคุ้มครองข้อมูลสุขภาพของคนไข้ไม่ให้รั่วไหล หากคลินิกละเลยไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานที่กำหนดจะมีความเสี่ยงรับโทษทั้งทางแพ่ง ทางอาญา และทางปกครองทันที
ในการให้บริการทันตกรรมคลินิกของเราจำเป็นต้องจัดเก็บข้อมูลตั้งแต่ชื่อ-นามสกุล เบอร์โทรศัพท์ เลขบัตรประชาชน ไปจนถึงประวัติทางการแพทย์ โรคประจำตัว ประวัติการแพ้ยา ฟิล์ม X-ray และภาพถ่ายก่อน-หลังการรักษา ข้อมูลเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นเอกสารทางการแพทย์เท่านั้น แต่ในมุมของกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (อ้างอิงประกาศแนวปฏิบัติจาก สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ สคส. ณ มกราคม 2567) ข้อมูลสุขภาพถือเป็นข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อนสูง หากเกิดการรั่วไหลจะสร้างความเสียหายต่อสิทธิและเสรีภาพของคนไข้ทันที
นอกจากนี้คลินิกทันตกรรมยังมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลภายนอก เช่น แล็บฟัน (Dental Laboratory) บริษัทซอฟต์แวร์คลินิก หรือระบบคลาวด์ภายนอก ซึ่งถือเป็น "ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล" (Data Processor) คลินิกจึงต้องจัดทำสัญญาข้อตกลงประมวลผลข้อมูล (Data Processing Agreement: DPA) ร่วมกับคู่ค้าเหล่านี้ เพื่อควบคุมให้การส่งต่อไฟล์ X-ray หรือแบบพิมพ์ฟันดิจิทัลเป็นไปอย่างปลอดภัยและถูกต้องตามกฎหมายทุกขั้นตอนค่ะ
ประวัติ ฟิล์ม X-ray และรูปในปาก ถือเป็นข้อมูลอ่อนไหวไหม
ถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหว (Sensitive Personal Data) ทั้งหมด ตามมาตรา 26 แห่ง พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 เนื่องจากเป็นข้อมูลสุขภาพข้อมูลชีวภาพ (Biometric Data) และข้อมูลที่สามารถระบุตัวตนของคนไข้ได้โดยตรง
หลายคนอาจเข้าใจผิดว่ามีเพียงประวัติการแพ้ยาหรือโรคประจำตัวเท่านั้นที่เป็นข้อมูลอ่อนไหว แต่ในความเป็นจริงแล้ว
ประวัติการรักษาและเวชระเบียน (Medical Records): สะท้อนถึงสภาวะทางร่างกาย โรคประจำตัว และประวัติการรับยาของคนไข้ชัดเจน
ฟิล์ม X-ray (เช่น Panoramic, Periapical, CBCT): นอกจากรูปโครงสร้างกระดูกและฟันแล้ว ไฟล์ดิจิทัลในรูปแบบ DICOM ยังมีการฝังข้อมูล Metadata เช่น ชื่อคนไข้ เลข HN วันที่ถ่ายภาพ และชื่อคลินิกไว้ภายในไฟล์อย่างละเอียด
ภาพถ่ายในช่องปากและใบหน้า (Intraoral & Facial Photos): ภาพถ่ายใบหน้าจัดเป็นข้อมูลชีวภาพ (Biometric) ที่ใช้ยืนยันตัวตนได้ ส่วนภาพถ่ายในช่องปากแม้จะไม่เห็นใบหน้า แต่หากนำไปเชื่อมโยงกับเคสรักษา วันเวลา หรือชื่อคนไข้ ก็สามารถระบุตัวตนเจ้าของข้อมูลได้เช่นกัน
ดังนั้น การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลอ่อนไหวเหล่านี้ คลินิกของเราจำเป็นต้องได้รับ "ความยินยอมโดยชัดแจ้ง" (Explicit Consent) จากคนไข้ก่อนเสมอ หรือต้องอ้างอิงฐานทางกฎหมายที่ได้รับการยกเว้นตามที่ PDPA กำหนดไว้ค่ะ
เก็บเวชระเบียนและฟิล์มเอาไว้ได้กี่ปี และต้องทำลายยังไง ?
คลินิกทันตกรรมต้องเก็บรักษาเวชระเบียนและฟิล์ม X-ray ไว้เป็นเวลาอย่างน้อย 5 ปี นับแต่วันที่คนไข้เข้ารับการรักษาครั้งสุดท้าย ตาม พ.ร.บ. สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 และเมื่อครบกำหนดแล้วจะต้องทำการลบหรือทำลายด้วยวิธีที่ปลอดภัยจนไม่สามารถนำข้อมูลกลับมาฟื้นฟูได้อีก
อ้างอิงจากประกาศกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข และแนวทางปฏิบัติด้านเวชระเบียน (อัปเดตหลักเกณฑ์ พ.ศ. 2566) คลินิกมีหน้าที่ต้องสำรองและดูแลแฟ้มประวัติคนไข้ไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี สำหรับเคสทั่วไปและอาจพิจารณาเก็บไว้นานถึง 10 ปี สำหรับเคสที่มีการผ่าตัดใหญ่เคสจัดฟันที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์หรือเคสที่มีข้อพิพาททางกฎหมาย
เมื่อพ้นระยะเวลาการจัดเก็บคลินิกต้องมีขั้นตอนการทำลายข้อมูลที่มาตรฐาน ดังนี้
เอกสารและฟิล์ม X-ray แผ่นแข็ง (Physical Records) : ต้องใช้เครื่องย่อยทำลายเอกสารแบบตัดละเอียด (Cross-cut/Micro-cut Shredder) หรือจ้างบริษัททำลายเอกสารมาตรฐาน ISO/IEC 27001 พร้อมมีใบรับรองการทำลาย (Certificate of Destruction)
ไฟล์ดิจิทัลและฟิล์ม X-ray ดิจิทัล (Digital Records) : ต้องทำการลบไฟล์ออกจาก Server/NAS/Cloud และทำการ Overwrite หรือ Crypto-erasure เพื่อป้องกันการกู้คืนไฟล์
ประมาณการราคาอุปกรณ์และบริการทำลายข้อมูล (ราคาเปลี่ยนตามผู้จำหน่าย ณ ปี 2567-2568)
บริการจ้างทำลายเอกสารและฟิล์ม X-ray : ประมาณ 1,500 – 4,500 บาท ต่อครั้ง (คิดตามน้ำหนักถังหรือปริมาณเอกสาร)
ตู้ย่อยเอกสารความปลอดภัยสูงสำหรับคลินิก : ประมาณ 4,500 – 18,000 บาท
ระบบจัดเก็บและทำลายไฟล์ดิจิทัลบนคลาวด์/NAS : ประมาณ 8,000 – 35,000 บาท (ขึ้นอยู่กับขนาดความจุและระบบความปลอดภัยของผู้ให้บริการ)
ลงรูปก่อน - หลังคนไข้ในเพจทำได้ไหม ต้องขออะไร ?
คลินิกสามารถลงรูปก่อน-หลัง (Before-After) การรักษาบนสื่อโซเชียลมีเดียได้ แต่ต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้ง (Explicit Consent) ผ่านหนังสือยินยอมแยกเฉพาะสำหรับการตลาด และต้องปฏิบัติตามข้อบังคับจริยธรรมของทันตแพทยสภาอย่างเคร่งครัด
ข้อผิดพลาดที่คลินิกส่วนใหญ่เคยทำ คือการให้คนไข้เซ็นเอกสารยินยอมรวมกันในใบเดียวตอนทำประวัติ ซึ่งขัดต่อหลักการ PDPA อย่างยิ่งค่ะ การนำภาพถ่ายคนไข้ไปโพสต์บน Facebook, Instagram, TikTok หรือเว็บไซต์ เพื่อการประชาสัมพันธ์หรือรีวิวการรักษา ถือเป็นวัตถุประสงค์ด้าน "การตลาดและการสื่อสารสาธารณะ" ไม่ใช่เพื่อการรักษาพยาบาล
สิ่งที่คลินิกต้องจัดทำและขอจากคนไข้
หนังสือยินยอมให้ใช้ภาพถ่าย/วิดีโอ (Media Consent Form) ต้องแยกออกจากใบยินยอมรับการรักษาอย่างชัดเจน
ระบุช่องทางการเผยแพร่ให้ชัดเจน เช่น โพสต์บนเพจ Facebook ของคลินิก, เว็บไซต์ หรือเอกสารแผ่นพับ
สิทธิในการถอนความยินยอม (Right to Withdraw) แจ้งคนไข้ชัดเจนว่า สามารถแจ้งให้คลินิกลบรูปภาพออกภายหลังได้ตลอดเวลา และคลินิกต้องดำเนินการลบภายในระยะเวลาที่กำหนด

ใบยินยอมรักษาและใบยินยอมใช้ภาพ ต่างกันยังไง ?
ใบยินยอมรับการรักษา (Informed Consent) และใบยินยอมใช้ภาพ (Media Consent) มีวัตถุประสงค์และฐานทางกฎหมายที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง โดยใบยินยอมรักษามุ่งเน้นเรื่องทางการแพทย์และความปลอดภัยของผู้ป่วย ส่วนใบยินยอมใช้ภาพมุ่งเน้นเรื่องสิทธิในความเป็นส่วนตัวและการนำไปใช้ทางการตลาด
ตามมาตรา 19 ของ PDPA กฎหมายห้ามไม่ให้คลินิกผูกมัดการให้ยินยอม (Bundled Consent) หมายความว่า คลินิกจะปฏิเสธการรักษาคนไข้ เพียงเพราะคนไข้ไม่ยินยอมให้ถ่ายรูปไปลงเพจไม่ได้เด็ดขาดค่ะ เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพชัดเจน เราได้ทำตารางเปรียบเทียบความแตกต่างไว้ตามนี้เลยค่ะ
ตารางเปรียบเทียบใบยินยอมรับการรักษา VS ใบยินยอมใช้ภาพถ่ายทางการตลาด
หัวข้อเปรียบเทียบ | ใบยินยอมรับการรักษา (Informed Consent) | ใบยินยอมใช้ภาพ (Media Consent) |
วัตถุประสงค์หลัก | ชี้แจงแผนการรักษา ความเสี่ยง อัตราค่าบริการ และขออนุญาตทำหัตถการ | ขออนุญาตนำภาพถ่าย/วิดีโอ ไปใช้โปรโมต รีวิว หรือสื่อสารการตลาด |
ฐานทางกฎหมาย (PDPA) | ฐานสัญญา / ฐานการรักษาพยาบาลทางสาธารณสุข | ฐานความยินยอมโดยชัดแจ้ง (Explicit Consent) |
ผลกระทบหากคนไข้ไม่เซ็น | ทันตแพทย์ไม่สามารถทำหัตถการให้ได้ เนื่องจากขาดการยินยอมรักษา | คนไข้ยังคงได้รับการรักษาตามปกติ เพียงแต่คลินิกห้ามนำรูปไปเผยแพร่ |
การถอนความยินยอม | ถอนได้ก่อนเริ่มทำหัตถการ (หากทำไปแล้วไม่สามารถถอนประวัติการรักษาได้) | ถอนความยินยอมเมื่อใดก็ได้ และคลินิกต้องนำภาพออกจากสื่อทันที |
การจัดเก็บเอกสาร | แนบในแฟ้มเวชระเบียนคนไข้ (เก็บอย่างน้อย 5 ปี) | จัดเก็บในระบบยินยอมการตลาด (จนกว่าคนไข้จะแจ้งถอนความยินยอม) |
ส่งไฟล์ X-ray ให้แล็บหรือหมอท่านอื่น ทำยังไงให้ปลอดภัย
การส่งไฟล์ X-ray หรือสแกนฟันให้แล็บและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญท่านอื่น ต้องส่งผ่านระบบแชร์ไฟล์ที่มีการเข้ารหัสข้อมูล (Data Encryption) และมีการกำหนดสิทธิ์เข้าถึงรายบุคคล ห้ามส่งผ่านแอปพลิเคชันแชตทั่วไปอย่าง LINE ส่วนตัวโดยไม่มีมาตรการป้องกันข้อมูล
พฤติกรรมยอดฮิตที่เสี่ยงผิด PDPA สูงมาก คือการส่งรูป X-ray หรือไฟล์ DICOM เข้า LINE Group ของคลินิก หรือส่งให้แล็บผ่าน LINE ส่วนตัว เพราะ LINE ทั่วไปไม่มีระบบจำกัดสิทธิ์การดาวน์โหลด ไฟล์อาจหลุดไปอยู่ในอุปกรณ์ส่วนตัวของพนักงาน และไม่มีบันทึก Audit Log ว่าใครเป็นผู้เปิดดูหรือดาวน์โหลดไฟล์ไปบ้าง
วิธีปฏิบัติที่ถูกต้องและปลอดภัยตามมาตรฐาน PDPA
ทำสัญญารักษาความลับและประมวลผลข้อมูล (DPA): เซ็นสัญญากับแล็บทันตกรรมภายนอกทุกแห่ง เพื่อผูกพันให้แล็บต้องรักษาความปลอดภัยของไฟล์คนไข้เช่นกัน
ตัดข้อมูลระบุตัวตนออก (Pseudonymization): ก่อนส่งไฟล์ X-ray หรือสแกน 3D ให้ตัดชื่อ-นามสกุล และเลขบัตรประชาชนออกจากภาพ ให้เหลือเพียง Code เคส หรือ HN เท่านั้น
ส่งผ่านระบบ Encrypted Cloud หรือ Dental Portal: ใช้ระบบรับส่งไฟล์การแพทย์ที่ใส่รหัสผ่าน (Password Protection) มีการกำหนดวันหมดอายุของลิงก์ และมีระบบบันทึกประวัติการเข้าถึงไฟล์
ประมาณการราคาระบบรับส่งและจัดเก็บไฟล์ทางการแพทย์ปลอดภัย (ราคาเปลี่ยนตามผู้จำหน่าย)
ระบบ Cloud Storage เกรดการแพทย์/ธุรกิจ (เช่น Google Workspace Business, Dropbox Business): ประมาณ 350 – 1,200 บาท ต่อผู้ใช้งาน/เดือน
ซอฟต์แวร์ทันตกรรมและแล็บพอร์ทัลแบบเข้ารหัส (เช่น 3Shape Communicate, Carestream Cloud): ประมาณ 1,200 – 4,500 บาท ต่อเดือน (ขึ้นอยู่กับแพ็กเกจและจำนวนเคส)
บทลงโทษถ้าข้อมูลรั่วและมุมมองที่ไม่มีใครพูดถึง กำไรต่อ Chair Time ไม่ใช่กำไรต่อเคส
บทลงโทษหากข้อมูลคนไข้รั่วไหลมีทั้งโทษปรับทางปกครองสูงสุด 5 ล้านบาท โทษอาญาจำคุกสูงสุด 1 ปี และค่าเสียหายทางแพ่งแต่มุมมองที่ไม่มีใครเคยพูดถึงคือความสูญเสียกำไรต่อ Chair Time จากกระบวนการ PDPA แบบกระดาษที่ยุ่งยากและกินเวลาคลินิกอย่างมหาศาล
หากเกิดกรณีข้อมูลคนไข้หลุดรอดไป เช่น เจ้าหน้าที่ถ่ายรูปเคสหลุดไปในโซเชียล หรือคอมพิวเตอร์คลินิกถูกแฮก พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 กำหนดบทลงโทษไว้อย่างรุนแรง
โทษทางแพ่ง: ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจริง + ค่าเสียหายเชิงลงโทษเพิ่มขึ้นอีกสูงสุด 2 เท่า
โทษทางอาญา: จำคุกสูงสุด 1 ปี หรือปรับสูงสุด 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (สำหรับผู้บริหาร/เจ้าของคลินิก)
โทษทางปกครอง: ปรับสูงสุดไม่เกิน 5,000,000 บาท
มุมมองที่ไม่มีใครพูดถึง PDPA กับ "กำไรต่อ Chair Time"
คนทำคลินิกส่วนใหญ่มักคำนวณกำไรจาก "กำไรต่อเคส" (ราคาเคส หัก ค่าวัสดุและค่าแล็บ) แต่ในความเป็นจริง คลินิกทันตกรรมมีทรัพยากรที่จำกัดที่สุดคือ "เวลาบนยูนิตทำฟัน" (Chair Time)
ลองคิดตามเรานะค่ะ หากคลินิกยังใช้ระบบ PDPA แบบกระดาษ:
ผู้ช่วยต้องเสียเวลา 5-10 นาที อธิบายและยื่นใบยินยอมกระดาษให้คนไข้เซ็นหน้าเคาน์เตอร์
ทันตแพทย์ต้องเสียเวลา 3-5 นาที รอตายตัว ค้นหาแฟ้มฟิล์ม X-ray หรือรูปถ่ายในไดรฟ์ที่ไม่ได้จัดหมวดหมู่
พนักงานต้องนำกระดาษ Consent ไปสแกนเก็บเข้าคอมพิวเตอร์ทีละแผ่น
หากคลินิกมีคนไข้ 30 คนต่อวัน คลินิกจะเสีย Chair Time และเวลาทำงานไปฟรี ๆ วันละ 1.5 – 3 ชั่วโมง เมื่อคิดเป็นรายเดือนคือเวลาที่สูญเสียไปกว่า 45 – 90 ชั่วโมง ซึ่งเท่ากับโอกาสในการทำเคสขูดผุดอุดถอนหรือจัดฟันได้อีกหลายสิบเคส
การเปลี่ยนระบบ PDPA ให้เป็นดิจิทัลเวิร์กโฟลว์ที่รวดเร็ว ไม่เพียงแต่ป้องกันโทษปรับหลักล้านจากรัฐ แต่ยังช่วยทวงคืน Chair Time อันมีค่าทำให้คุณหมอทำเคสได้มากขึ้นรายได้และกำไรต่อชั่วโมงของคลินิกจึงพุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดค่ะ
เช็กลิสต์ PDPA คลินิกทันตกรรม และจุดเชื่อมต่อระบบรายงาน
คลินิกทันตกรรมต้องจัดทำเช็กลิสต์ความพร้อม 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ เอกสาร นโยบาย สิทธิ์ผู้ป่วย ระบบไอที และการอบรมบุคลากร พร้อมทั้งติดตั้งระบบบันทึกประวัติการเข้าใช้งาน (Audit Trail) เพื่อเป็นจุดเชื่อมต่อระบบรายงานเมื่อเกิดเหตุข้อมูลรั่วไหลภายใน 72 ชั่วโมงตามที่กฎหมายบังคับ
เพื่อให้ทุกคนตรวจสอบคลินิกของตัวเองได้ง่ายขึ้น เราสรุป เช็กลิสต์ PDPA คลินิกทันตกรรม ไว้
จัดทำ ROPA (Record of Processing Activities) : บันทึกรายการประมวลผลข้อมูลว่า คลินิกเก็บข้อมูลอะไรบ้าง เก็บไว้ที่ไหน ใครเข้าถึงได้ และทำลายเมื่อไหร่
แยกใบยินยอมอย่างชัดเจน : มี Privacy Notice ประกาศแจ้งคนไข้ และแยก Consent การรักษา ออกจาก Consent การตลาดอย่างเด็ดขาด
ระบบควบคุมการเข้าถึง (Access Control) : คอมพิวเตอร์เคาน์เตอร์และห้องตรวจต้องใส่รหัสผ่าน มีการแบ่งสิทธิ์พนักงาน (Role-based Access) และล็อกหน้าจออัตโนมัติ
ทำสัญญา DPA กับคู่ค้า : เซ็นสัญญาคุ้มครองข้อมูลกับแล็บฟัน บริษัทซอฟต์แวร์ และซัพพลายเออร์ไอที
จุดเชื่อมต่อระบบรายงานและการบันทึกประวัติ (Audit Trail Report): เมื่อเกิดเหตุข้อมูลรั่วไหล กฎหมายบังคับให้คลินิกต้องรายงานต่อ สคส. ภายใน 72 ชั่วโมง หากคลินิกใช้ระบบบันทึกแบบเดิมๆ จะไม่สามารถรู้ได้เลยว่าข้อมูลหลุดจากใคร เวลาไหน
การมีระบบไอทีที่สามารถดึง Audit Trail Report ได้ทันที จะช่วยให้คลินิกระบุสาเหตุ ออกรายงานแจ้งหน่วยงานรัฐ และควบคุมสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงทีค่ะ
เปลี่ยนความยุ่งยากของ PDPA ให้เป็นเรื่องง่ายและเพิ่มกำไรให้คลินิกด้วย Jera Dent
อ่านมาถึงตรงนี้ทุกคนคงเห็นแล้วว่าการจัดการ PDPA คลินิกทันตกรรม ไม่ใช่แค่เรื่องเอกสาร แต่คือการปรับระบบบริหารจัดการคลินิกให้ทันสมัย ปลอดภัย และประหยัด Chair Time มากที่สุด!
หากคุณหมอและผู้บริหารคลินิกกำลังมองหาตัวช่วยที่ตอบโจทย์ทั้งหมดนี้ เราขอแนะนำ Jera Dent ซอฟต์แวร์บริหารจัดการคลินิกทันตกรรมยุคใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อคลินิกทันตกรรมในไทยโดยเฉพาะ
![]() | ![]() |
ทำไม Jera Dent ถึงเป็นคำตอบสุดท้ายของ PDPA และการบริหารคลินิก ?
ระบบ E-Consent และ PDPA ในตัว: รองรับการเซ็นใบยินยอมผ่านแท็บเล็ต แยกสัดส่วนใบยินยอมรับการรักษา และใบยินยอมทางการตลาดอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย ไร้กระดาษ (Paperless)
จัดเก็บประวัติ ฟิล์ม X-ray และภาพถ่ายปลอดภัยสูง: เชื่อมต่อไฟล์ X-ray (DICOM) และภาพถ่ายในช่องปากเข้ากับ HN คนไข้โดยตรง เข้ารหัสข้อมูลมาตรฐานสากล หมดปัญหาไฟล์หล่นหายหรือส่งผิดคน
ระบบบันทึก Audit Trail และรายงานฉับไว: บันทึกประวัติการเข้าดู แก้ไข และดาวน์โหลดข้อมูลของพนักงานทุกคนอย่างละเอียด เป็นจุดเชื่อมต่อระบบรายงานที่พร้อมรับมือการตรวจสอบ PDPA ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
ปลดล็อก Chair Time เพิ่มกำไรให้คลินิก: ลดเวลาซับซ้อนหน้าเคาน์เตอร์ ค้นหาฟิล์ม X-ray และประวัติคนไข้ได้ภายในไม่กี่วินาที ช่วยให้คุณหมอมีเวลาโฟกัสกับการรักษาและเพิ่มจำนวนเคสต่อวันได้อย่างเต็มที่
อย่าปล่อยให้ความยุ่งยากของ PDPA มาเป็นอุปสรรคในการเติบโตของคลินิกค่ะ สามารถเข้าไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม ทดลองใช้งานหรือติดต่อทีมงานผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอคำปรึกษาฟรีได้ที่ Jera Dent






ความคิดเห็น