วัสดุทันตกรรมสั่งที่ไหน คุมต้นทุนยังไงไม่ให้รั่ว!

การบริหารจัดการคลินิกทันตกรรมให้ประสบความสำเร็จ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับรายได้จากจำนวนเคสที่เข้ามาเพียงอย่างเดียว แต่หัวใจสำคัญที่ชี้วัดกำไรสุทธิคือการควบคุมต้นทุนวัสดุทันตกรรมไม่ให้รั่วไหล ทันตแพทย์และผู้บริหารคลินิกหลายท่านมักประสบปัญหาวัสดุหมดอายุ ของสูญหาย หรือซื้อวัสดุมาในราคาแพงเกินจำเป็น วันนี้เราจะพาทุกคนไปเจาะลึกทุกมิติของการจัดซื้อและการคุมสต๊อกวัสดุทันตกรรมอย่างมืออาชีพ เพื่อเปลี่ยนคลินิกของคุณให้มีระบบที่รัดกุมและทำกำไรได้อย่างยั่งยืน
วัสดุทันตกรรมสั่งได้จากช่องทางไหนบ้าง ?
วัสดุทันตกรรมสามารถสั่งซื้อได้หลักๆ จาก 3 ช่องทาง คือ บริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่ายโดยตรง (Dental Distributors), งานประชุมวิชาการทันตแพทย์ (Exhibition & Expo) และแพลตฟอร์มการสั่งซื้อออนไลน์/ร้านค้าตัวแทนรายย่อย โดยแต่ละช่องทางมีข้อดี ข้อจำกัด และเงื่อนไขราคาที่แตกต่างกันออกไปอย่างชัดเจน
การเลือกช่องทางจัดซื้อที่เหมาะสมกับขนาดคลินิกจะช่วยให้เราประหยัดงบประมาณและได้สินค้าที่มีคุณภาพ ได้รับการรับรองมาตรฐานจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ด้านล่างนี้คือตารางเปรียบเทียบแต่ละช่องทางเพื่อช่วยทุกคนตัดสินใจค่ะ
ตารางเปรียบเทียบช่องทางการสั่งซื้อวัสดุทันตกรรม
ช่องทางการสั่งซื้อ | ข้อดี | ข้อจำกัด | เหมาะสำหรับใคร |
บริษัทผู้จำหน่ายโดยตรง (เช่น DKSH, Accord Corporation, SDM) | • ได้ของแท้ 100% มีใบอนุญาตจาก อย. • มีบริการหลังการขาย/เคลมง่าย • มีระบบเครดิตเทอม (30–60 วัน) | • ราคาต่อหน่วยอาจสูงหากสั่งจำนวนน้อย • มีขั้นต่ำในการจัดส่งฟรี | คลินิกที่ต้องการความมั่นใจในมาตรฐาน และสั่งซื้อของล๊อตใหญ่เป็นประจำ |
งานประชุมวิชาการ / Expo (เช่น งานประชุมใหญ่ทันตแพทยสภา, TDA) | • โปรโมชันและส่วนลดพิเศษที่สุดในรอบปี • ได้ทดลองใช้และดูสินค้าจริงก่อนซื้อ • มักมีของแถมจำนวนมาก | • จัดเพียงปีละ 1–2 ครั้ง • ต้องสำรองเงินสดหรือวงเงินจำนวนมากในการเหมาโปรโมชัน | คลินิกที่ต้องการสต๊อกของใช้หลักล่วงหน้ารายปีในราคาต้นทุนต่ำที่สุด |
แพลตฟอร์มออนไลน์ / ร้านค้ารายย่อย | • สะดวก สั่งได้ตลอด 24 ชั่วโมง • เหมาะกับการสั่งของด่วน หรือของปริมาณน้อย • เปรียบเทียบราคาได้ง่าย | • เสี่ยงต่อการเจอสินค้าหมดอายุ หรือสินค้าไม่มี อย. • ไม่มีระบบเครดิตเทอม ต้องชำระเงินทันที | คลินิกเปิดใหม่ หรือคลินิกที่ต้องการของเติมสต๊อกด่วนแบบฉุกเฉิน |
วัสดุที่กินต้นทุนมากที่สุด 5 อันดับ
วัสดุทันตกรรมที่สร้างภาระค่าใช้จ่ายและกินงบประมาณของคลินิกมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ วัสดุงานอุดฟัน (Composite & Bonding), วัสดุพิมพ์ปากและปูน (Impression Materials), เข็มและยาชา (Anesthetic & Needles), วัสดุงานจัดฟัน (Orthodontic Supplies) และกลุ่มของใช้สิ้นเปลืองป้องกันการติดเชื้อ (PPE & Infection Control) โดยมีสัดส่วนรวมกันสูงถึง 60–70% ของงบจัดซื้อทั้งหมดในคลินิก
หากเราพิจารณาจากราคาประเมินในตลาด (อ้างอิงข้อมูลราคาจากผู้จำหน่ายเครื่องมือทันตกรรมชั้นนำ เช่น Accord, Dental Siam และตราสารราคาพัสดุกรมบัญชีกลาง อัปเดตเมื่อเดือนมกราคม 2567) ราคาวัสดุจะเป็นช่วงและเปลี่ยนแปลงไปตามผู้จำหน่ายรวมถึงปริมาณการสั่งซื้อ
วัสดุงานอุดฟัน (Composite Resin & Bonding Agents)
ช่วงราคา : Composite หลอดละประมาณ 800 – 1,800 บาท / Bonding Bottle ละประมาณ 1,500 – 3,500 บาท (ราคาเปลี่ยนแปลงตามแบรนด์และผู้จำหน่าย)
เหตุผลที่กินต้นทุน : เป็นงานหัตถการพื้นฐานที่มีปริมาณการใช้สูงมาก และมีอัตราการเปิดใช้แล้วหมดอายุเร็วหากเก็บไม่ถูกวิธี
วัสดุพิมพ์ปาก (Impression Materials - Silicone & Alginate)
ช่วงราคา : Silicone Putty/Light Body ชุดละ 1,200 – 3,000 บาท
เหตุผลที่กินต้นทุน : ราคาสูงต่อชุด และมักมีการสูญเสียจากการผสมผิดสัดส่วนหรือพิมพ์ปากต่อเคสมากกว่า 1 ครั้ง
ยาชาและเข็มฉีดยา (Local Anesthetics & Needles)
ช่วงราคา : ยาชา กล่องละ (50 หลอด) 1,100 – 1,900 บาท
เหตุผลที่กินต้นทุน : แม้ราคาต่อหลอดจะไม่สูงมาก แต่เป็นรายการที่ต้องใช้ในเกือบทุกหัตถการ หากไม่มีการบันทึกตัดสต๊อกจะเกิดการสูญหายได้ง่าย
วัสดุและอุปกรณ์งานจัดฟัน (Orthodontic Brackets & Wires)
ช่วงราคา : Bracket Set ละ 800 – 3,500 บาท (ขึ้นอยู่กับว่าเป็น Metal, Ceramic หรือ Self-Ligating)
เหตุผลที่กินต้นทุน : มีหลากหลายขนาดและรูปแบบ ต้องสต๊อกไว้จำนวนมากเพื่อรองรับเคส ส่งผลให้จมเงินทุนหมุนเวียน
ของใช้สิ้นเปลืองและระบบป้องกันการติดเชื้อ (PPE, Pouch, Gloves)
ช่วงราคา : ถุงมือกล่องละ 120 – 250 บาท / ถุงซีลซองSterile ม้วนละ 400 – 1,200 บาท
เหตุผลที่กินต้นทุน : ปริมาณการใช้ผันแปรตามจำนวนผู้ป่วยโดยตรง หากไม่มีการควบคุมมาตรฐานการเบิกใช้ จะเกิดการสิ้นเปลืองเกินความจำเป็น
สั่งยังไงให้ได้ราคาดีล็อตใหญ่ vs สั่งบ่อย ดีกว่ากัน
การสั่งซื้อวัสดุให้ได้ราคาคุ้มค่าที่สุด ต้องใช้วิธีสั่งวัสดุกลุ่มฐานราก (Consumables) เป็นล็อตใหญ่เพื่อรับส่วนลดปริมาณ ควบคู่กับการสั่งซื้อวัสดุหมุนเวียนไวหรือมีอายุสั้นแบบสม่ำเสมอ (Just-in-Time) เพื่อลดภาระเงินจมและการเสื่อมสภาพของสินค้า
เราขอแนะนำหลักการแบ่งกลุ่มวัสดุด้วย ABC Analysis เพื่อวางแผนการสั่งซื้อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด
Group A (วัสดุราคาสูง/ใช้บ่อย) : เช่น ยาชา, Composite, ซอง Sterilize ให้เลือกสั่งซื้อแบบ "วางกรอบสัญญาเทอม (Blanket Order)" กับผู้ขายจริง โดยตกลงราคาเหมาล็อตใหญ่เพื่อให้ได้ส่วนลดสูงสุด แต่ขอแบ่งส่งมอบเป็นงวดๆ วิธีนี้ช่วยให้เราได้ราคาดีโดยไม่ต้องแบกรับภาระสต๊อกเต็มจำนวน
Group B (วัสดุราคาปานกลาง) : เช่น ถุงมือ, แก้วกระดาษ, อุปกรณ์พิมพ์ปาก ให้สั่งซื้อเป็นรอบประจำรายเดือน (Monthly Order) เพื่อควบคุม cash flow
Group C (วัสดุราคาน้อย/ใช้น้อย) : สั่งซื้อเมื่อระดับสต๊อกลดลงถึงจุดสั่งซื้อเติม (Reorder Point) เพื่อไม่ให้เสียเวลาในการจัดการ
คุมของหมดอายุยังไงให้ไม่เสียของฟรี!
ก ารควบคุมไม่ให้วัสดุหมดอายุทำได้ด้วยการใช้วิธี First-In, First-Out (FIFO) ร่วมกับการจัดทำระบบป้ายสี (Color Coding) และกำหนดจุด Min-Max Stock อย่างเคร่งครัด
ความสูญเสียก้อนใหญ่ของคลินิกมักมาจากวัสดุหมดอายุคาทู้หรือในตู้เก็บของ เราทุกคนสามารถป้องกันปัญหานี้ได้ด้วย 3 ขั้นตอนง่าย ๆ
กฎ FIFO (First-In, First-Out) : สินค้าที่รับเข้ามาก่อน หรือหมดอายุก่อน ต้องถูกจัดวางไว้ด้านหน้าสุดเสมอ เพื่อให้ผู้ช่วยทันตแพทย์ หยิบไปใช้งานเป็นอันดับแรก
ระบบสติกเกอร์สีชี้วันหมดอายุ (Color-Coded Expiry Labels) : ติดสติกเกอร์สีสะท้อนแสงบนกล่องวัสดุตามไตรมาสหรือปีที่หมดอายุ เช่น สีแดง = หมดอายุภายใน 3 เดือน, สีเหลือง = หมดอายุภายใน 6 เดือน เพื่อให้เจ้าหน้าที่สังเกตเห็นได้ทันที
กำหนด Min-Max Level : กำหนดจำนวนขั้นต่ำ (Min) และขั้นสูง (Max) ของวัสดุแต่ละรายการ เพื่อป้องกันไม่ให้สั่งซื้อมาดองไว้มากเกินไปจนหมดอายุ

ตัดสต๊อกตามเคสยังไงให้รู้ต้นทุนจริง!
การตัดสต๊อกตามเคสให้รู้ต้นทุนจริง ทำได้โดยการแปลงวัสดุทั้งหมดให้อยู่ในรูปหน่วยนับที่เล็กที่สุด (Unit Cost) แล้วผูกรายการวัสดุเหล่านั้นเข้ากับรหัสหัตถการ (Procedure Code) ในระบบบริหารคลินิก เมื่อทันตแพทย์บันทึกว่าทำหัตถการใด ระบบจะทำการตัดสต๊อกวัสดุพื้นฐานที่ใช้ในหัตถการนั้นโดยอัตโนมัติ (Automated Recipe-based Inventory) ตัวอย่างเช่น
งานอุดฟัน Composite 1 ด้าน : ระบบจะตัดสต๊อก Composite (ตามปริมาณเฉลี่ย เช่น 0.1 หลอด), Bonding (1 หยด), Microbrush (1 ด้าม), ถุงมือ (1 คู่), และ ยาชา (1 หลอด)
ข้อดีของการตัดสต๊อกตามเคส : ทำให้เราเห็น "ต้นทุนผันแปรจริง (Actual Variable Cost)" ของแต่ละหัตถการทันที โดยไม่ต้องมานั่งนับนับนับของด้วยมือทุกวันสิ้นเดือน
ตัวอย่างคำนวณต้นทุนวัสดุต่อเคส
การคำนวณต้นทุนวัสดุต่อเคสทำได้โดยนำราคาซื้อวัสดุทั้งหมดที่ใช้ในหัตถการนั้นมาหารด้วยจำนวนหน่วยที่ใช้งานจริง แล้วนำมารวมกับต้นทุนของใช้สิ้นเปลืองคงที่ประจำเคส
ลองมาดูตัวอย่างการคำนวณต้นทุนวัสดุจริง สำหรับ "เคสอุดฟัน Composite 1 ด้าน (Class I)" เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพชัดเจนขึ้นครับ:
ตัวอย่างการคำนวณต้นทุนวัสดุจริง ต่อ 1 เคส
Composite Resin : 1 หลอด ราคา 1,200 บาท ใช้ได้ประมาณ 30 เคส -> 40 บาท/เคส
Bonding Agent: 1 ขวด ราคา 2,400 บาท ใช้ได้ประมาณ 80 เคส -> 30 บาท/เคส
Etchant Gel: 1 สลิง ราคา 300 บาท ใช้ได้ประมาณ 30 เคส -> 10 บาท/เคส
ยาชา 1 หลอด: กล่องละ 1,500 บาท (50 หลอด) -> 30 บาท/เคส
อุปกรณ์สิ้นเปลือง PPE & Sterilization: (ถุงมือ 2 คู่, หน้ากาก, ซอง Sterile, แก้ว, หัวดูดน้ำลาย) -> 35 บาท/เคส

หากเราตั้งราคาค่าบริการอุดฟันอยู่ที่ 900 บาท ต้นทุนวัสดุจะคิดเป็น 16.1% ของรายได้ ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนตามมาตรฐานที่ดี (มาตรฐานต้นทุนวัสดุควรอยู่ที่ 12–18% ของรายได้หัตถการ)
สัญญาณว่าวัสดุกำลังรั่วกำไรต่อ Chair Time ไม่ใช่แค่กำไรต่อเคส
สัญญาณที่บ่งบอกว่าวัสดุกำลังรั่วไหลคือ การที่สัดส่วนต้นทุนวัสดุสูงขึ้นผิดปกติเมื่อเทียบกับรายได้ และที่สำคัญคือ "อัตรากำไรต่อชั่วโมงการครองยูนิต (Chair Time Revenue)" ลดลง แม้ว่ากำไรคำนวณต่อเคสจะดูปกติตามโครงสร้างก็ตาม
นี่คือมุมมองใหม่ที่หลายคลินิกอาจมองข้ามไป! การคำนวณกำไรต่อเคสแบบเดิม (รายได้ - ต้นทุนวัสดุ = กำไร) อาจทำให้เราหลงกลตัวเลขได้ เพราะ "เวลา (Time)" คือต้นทุนที่แพงที่สุดในคลินิกทันตกรรม
ทำไมต้องโฟกัส "กำไรต่อ Chair Time" ?
ลองเปรียบเทียบ 2 เคสนี้

หากคลินิกของคุณพบสัญญาณเหล่านี้ แสดงว่าระบบกำลังมีปัญหาสินค้าและเวลารั่วไหล
ปริมาณการใช้วัสดุสูงขึ้นอย่างมาก แต่นำไปคิดเงินเป็นรายได้จากเคสได้เท่าเดิม (เกิด Re-do หรือ wastage จากการหยิบเกิน)
เวลา Chair Time ต่อเคสยาวนานขึ้นเนื่องจากต้องรอหาวัสดุอุปกรณ์ที่สต๊อกขาด หรืออุปกรณ์ชำรุดจากการไม่เช็กสต๊อก
รายงานสต๊อกการ์ด (Stock Card) ไม่ตรงกับสินค้าที่มีอยู่จริงบนชั้นวาง
เช็กลิสต์ตรวจสต๊อกวัสดุ จุดเชื่อมสู่ระบบรายงานการบริหารจัดการ
เช็กลิสต์ตรวจสต๊อกวัสดุ คือเครื่องมือควบคุมการทำงานหน้าร้านที่ช่วยให้เราตรวจสอบความถูกต้องของสินค้าจริงเปรียบเทียบกับระบบบัญชีได้อย่างเป็นระบบ เพื่อส่งต่อข้อมูลไปยังระบบรายงานทางการเงินของคลินิก
เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดช่องว่างของการสูญหาย เราขอแนะนำให้ทำตาม 5-Point Stock Audit Checklist เป็นประจำทุกสัปดาห์/เดือน [ ] 1. Physical Count vs System Count: สุ่มนับวัสดุกลุ่ม Group A จำนวน 10 รายการ และเปรียบเทียบกับตัวเลขในระบบ
[ ] 2. Expiry Date Audit: สแกนตรวจสอบสินค้าที่มีอายุคงเหลือต่ำกว่า 6 เดือน เพื่อจัดโปรโมชันกระตุ้นการใช้งานหรือเตรียมคืนผู้ขาย (หากอยู่ในเงื่อนไข)
[ ] 3. Discrepancy Log: บันทึกส่วนต่างของสินค้าชำรุด/สูญหาย พร้อมระบุสาเหตุและผู้รับผิดชอบ
[ ] 4. Reorder Point Check: ตรวจสอบรายการวัสดุที่แตะระดับ Min-Stock เพื่อออกใบขอซื้อ (PR) ทันที
[ ] 5. Report Integration: นำข้อมูลสต๊อกคงเหลือรวม แปลงเป็นมูลค่าตัวเงิน (Inventory Valuation Report) ส่งต่อให้ฝ่ายบัญชีเพื่อคำนวณงบกำไรขาดทุนที่แท้จริง
ยกระดับการบริหารสต๊อกและคุมต้นทุนคลินิกทันตกรรมอย่างมืออาชีพด้วย JERA DENT
การบริหารสต๊อกวัสดุทันตกรรมจะไม่ใช่เรื่องน่าปวดหัวอีกต่อไป หากทุกคนมีระบบบริหารจัดการคลินิกที่ถูกออกแบบมาเพื่อทันตแพทย์และผู้บริหารคลินิกโดยเฉพาะ!
![]() | ![]() |
การบริหารสต๊อกวัสดุทันตกรรมจะไม่ใช่เรื่องน่าปวดหัวอีกต่อไป หากทุกคนมีระบบบริหารจัดการคลินิกที่ถูกออกแบบมาเพื่อทันตแพทย์และผู้บริหารคลินิกโดยเฉพาะ!
JERA DENT โปรแกรมบริหารคลินิกทันตกรรมยุคใหม่ ที่จะช่วยให้คุณยกระดับการทำงานอย่างครบวงจร
ระบบตัดสต๊อกอัตโนมัติผูกตามหัตถการ: เมื่อแพทย์ลงบันทึกการรักษา ระบบจะช่วยตัดสต๊อกวัสดุที่เกี่ยวข้องทันที หมดปัญหาลืมตัดสต๊อกหรือต้นทุนรั่วไหล
ระบบแจ้งเตือนของใกล้หมดอายุและ Min-Max Stock: รู้ทันทีว่าวัสดุชิ้นไหนใกล้หมดอายุ หรือถึงเวลาต้องสั่งซื้อเพิ่ม ช่วยลดปัญหางานสะงักและเงินจมในคลัง
รายงานวิเคราะห์ต้นทุนและกำไรต่อ Chair Time: ช่วยวิเคราะห์ประสิทธิภาพการทำกำไรของแต่ละยูนิตและแต่ละหัตถการได้อย่างแม่นยำ แบบ Real-time
ใช้งานง่ายผ่าน Cloud: ปลอดภัย เข้าถึงข้อมูลได้ทุกที่ทุกเวลาบนทุกอุปกรณ์
เลิกปล่อยให้ต้นทุนวัสดุรั่วไหลโดยไม่รู้ตัว เปลี่ยนมาใช้ระบบบริหารจัดการที่ได้มาตรฐานและแม่นยำ เพื่อให้คุณมีเวลาโฟกัสกับการดูแลคนไข้ได้อย่างเต็มที่ JERA DENT






ความคิดเห็น