top of page
ค้นหา

ระบบควบคุมการติดเชื้อคลินิกทันตกรรม ต้องทำอะไรบ้างให้ผ่านมาตรฐาน

รูปภาพนักเขียน: Rasita Chanratanayothin
Rasita Chanratanayothin
2 วันที่ผ่านมา
ยาว 3 นาที

การเปิดคลินิกทันตกรรมให้ผ่านมาตรฐานและเปิดให้บริการได้อย่างปลอดภัย สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการจัดวางระบบควบคุมการติดเชื้อ (Infection Control System) ที่มีประสิทธิภาพ เรามักจะพบว่าหลายคลินิกต้องเสียเวลาและงบประมาณไปกับการแก้ไขงานซ้ำซ้อน เพราะขาดแนวทางปฏิบัติและระบบบันทึกข้อมูลที่ชัดเจน วันนี้เราจะพาทุกคนมาเจาะลึกมาตรฐานการควบคุมการติดเชื้อในคลินิกทันตกรรมแบบรอบด้านเพื่อให้คลินิกของทุกคนผ่านมาตรฐานการตรวจอย่างมั่นใจและดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดค่ะ

คลินิกทันตกรรมต้องมีระบบควบคุมการติดเชื้ออะไรบ้าง ?

ระบบควบคุมการติดเชื้อในคลินิกทันตกรรมต้องครอบคลุมทั้งการจัดการสิ่งแวดล้อม การป้องกันบุคลากร และการจัดการเครื่องมือแพทย์ตามมาตรฐานของสภาทันตแพทย์และกระทรวงสาธารณสุข เราสามารถแบ่งระบบงานหลักๆ ออกเป็น 4 หมวดสำคัญที่ต้องทำร่วมกัน

  1. การป้องกันส่วนบุคคล (Standard Precautions & PPE) : บุคลากรทุกคนต้องสวมใส่ชุดและอุปกรณ์ป้องกัน เช่น หน้ากาก N95/Medical Mask, Face Shield, ถุงมือยาง และเสื้อกาวน์กันน้ำอย่างเหมาะสมตามระดับความเสี่ยงของหัตถการ (ข้อมูลอ้างอิง: แนวทางปฏิบัติทางทันตกรรมวิถีใหม่ โดยสภาทันตแพทย์ ณ วันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2563)

  2. การจัดการคุณภาพอากาศและสิ่งแวดล้อม (Environmental Control) : จัดให้ระบบระบายอากาศในห้องตรวจมีอัตราการหมุนเวียนอากาศ (ACH) ตามเกณฑ์ เช็ดทำความสะอาดพื้นผิวสัมผัสข้างเก้าอี้ทำฟันด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อเกรดโรงพยาบาลทุกครั้งหลังจบเคส   

  3. กระบวนการทำให้เครื่องมือปราศจากเชื้อ (Sterilization Process) : มีพื้นที่ทำความสะอาด คัดแยก อบฆ่าเชื้อ และจัดเก็บเครื่องมือที่เป็นสัดส่วนชัดเจนตามหลัก One-way Flow เพื่อป้องกันการปนเปื้อนข้าม

  4. ระบบการจัดการขยะติดเชื้อและของมีคม (Infectious Waste Management) : แยกขยะติดเชื้อ ขยะทั่วไป และกล่องทิ้งเข็มของมีคมอย่างถูกต้อง พร้อมเอกสารกำกับการขนถ่าย (ข้อมูลอ้างอิง: กฎกระทรวงว่าด้วยการกำจัดมูลฝอยติดเชื้อ พ.ศ. 2545 และประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2565) 

ขั้นตอนทำความสะอาดเครื่องมือ 5 ขั้น

การทำความสะอาดเครื่องมือทันตกรรมอย่างถูกวิธีต้องผ่านกระบวนการมาตรฐาน 5 ขั้นตอนอย่างเคร่งครัดเพื่อกำจัดคราบชีวภาพก่อนนำไปอบฆ่าเชื้อ หากข้ามขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งไป จะทำให้การนึ่งฆ่าเชื้อด้วย Autoclave ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร

ขั้นที่ 1 การแช่ล้างและขจัดคราบเบื้องต้น (Pre-soaking) : นำเครื่องมือที่ใช้แล้วแช่ในน้ำยาทำความสะอาดขจัดคราบเลือดและเนื้อเยื่อ (Enzymatic Cleaner) ทันทีหลังใช้งาน เพื่อไม่ให้คราบแห้งกรังติดเครื่องมือ

ขั้นที่ 2 การทำความสะอาด (Cleaning) : ล้างทำความสะอาดด้วยเครื่องสั่นอัลตราโซนิก (Ultrasonic Cleaner) หรือขัดถูด้วยแปรงด้ามยาวร่วมกับถุงมือยางชนิดหนา (Heavy Duty Gloves) เพื่อความปลอดภัย   

ขั้นที่ 3 การล้างน้ำสะอาดและทำให้แห้ง (Rinsing & Drying) : ล้างน้ำยาทำความสะอาดออกด้วยน้ำสะอาด จากนั้นเป่าหรือเช็ดเครื่องมือให้แห้งสนิท เพราะความชื้นที่หลงเหลือจะทำให้ซองบรรจุเปียกชื้นและส่งผลให้เครื่องมือเกิดสนิมหรือเชื้อโรคเจริญเติบโตได้

ขั้นที่ 4 การตรวจสอบและห่อบรรจุ (Inspection & Packaging) : ตรวจสอบความสมบูรณ์ของเครื่องมือ แล้วนำใส่ซอง Sterilization Pouch พร้อมใส่ Chemical Indicator (Internal & External Strip) จากนั้นซีลปากซองให้แน่นหนา   

ขั้นที่ 5 การเข้าเครื่องนึ่งฆ่าเชื้อ (Sterilization) : นำซองเครื่องมือเข้าจัดวางในเครื่อง Autoclave โดยเรียงซองไม่ให้แน่นหรือทับซ้อนกันเกินไป เพื่อให้ไอน้ำบริสุทธิ์หมุนเวียนผ่านได้อย่างทั่วถึง   

Autoclave เลือกยังไง ราคาช่วงไหนและเป็นยังไง!

การเลือกเครื่อง Autoclave ต้องพิจารณาจาก Class ของเครื่องให้เหมาะสมกับประเภทเครื่องมือทันตกรรมที่เราใช้งานเป็นหลัก โดย Class B ถือเป็นมาตรฐานทองคำสำหรับคลินิกทันตกรรมเนื่องจากมีระบบดูดอากาศออกด้วยสุญญากาศ (Pre-vacuum)

เราสรุปการเปรียบเทียบประเภทและราคาประเมินในท้องตลาดมาให้ทุกคนดังนี้ครับ หมายเหตุ: ราคาเป็นราคาช่วงโดยประมาณ ข้อมูล ณ วันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2569 และอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามผู้จำหน่าย เงื่อนไขการรับประกัน และบริการหลังการขาย

ประเภท Autoclave

ลักษณะการทำงาน

เครื่องมือที่เหมาะสม

ช่วงราคาโดยประมาณ (บาท)

Class N

นึ่งฆ่าเชื้อด้วยไอน้ำความดันปกติ ไม่มีระบบสุญญากาศ

เครื่องมือเรียบ ไม่ซับซ้อน ไม่ห่อซอง (Unwrapped solid instruments)

15,000 – 35,000

Class S

มีระบบไล่อากาศเฉพาะจุดหรืออบแห้งพิเศษ

เครื่องมือพื้นฐาน เครื่องมือที่มีช่องว่างบางชนิดตามข้อกำหนดผู้ผลิต

35,000 – 60,000

Class B

มีระบบ Pre & Post Vacuum ดูดอากาศออกหมดและอบแห้งสนิท

เครื่องมือทุกชนิด รวมถึงหัวกรอ (Handpieces), เครื่องมือกลวง และซองห่อผ้า

55,000 – 130,000+

ทดสอบประสิทธิภาพ Autoclave ต้องทำบ่อยแค่ไหน ?

การทดสอบประสิทธิภาพเครื่อง Autoclave ต้องทำอย่างสม่ำเสมอผ่านการทดสอบ 3 รูปแบบ คือ ด้านกายภาพ ด้านเคมี และด้านชีวภาพ เพื่อยืนยันว่าเครื่องมือปลอดเชื้ออย่างแท้จริง เราสรุปความถี่ในการทดสอบที่คลินิกต้องปฏิบัติไว้แล้วตามนี้ค่ะ

  • Physical Indicator (ทดสอบทางกายภาพ) : ทำทุกรอบการนึ่ง (Every Cycle) โดยอ่านค่าจากหน้าจอหรือกระดาษบันทึกผลของเครื่อง ทั้งเรื่อง อุณหภูมิ (เช่น 121°C หรือ 134°C) ความดัน และระยะเวลา

  • Chemical Indicator (ทดสอบทางเคมี) : ทำทุกซองและทุกถาด (Every Pack/Load) โดยใช้แถบสีเปลี่ยนสถานะภายนอกซอง (Class 1) และแถบวัดค่าสารเคมีภายในซอง (Class 4, 5 หรือ 6) เพื่อยืนยันว่าไอน้ำและความร้อนสัมผัสถึงตัวเครื่องมือ

  • Biological Indicator (ทดสอบทางชีวภาพ) : ทำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง (และทำทุกครั้งในชุดเครื่องมือสำหรับงานผ่าตัดฝังรากเทียม) โดยใช้สปอร์ของแบคทีเรีย Geobacillus stearothermophilus เพื่อยืนยันว่าสปอร์ของเชื้อถูกทำลายหมดสิ้นจริง   

  • Bowie-Dick Test : ทำทุกเช้าก่อนเริ่มใช้งานรอบแรก สำหรับเครื่อง Autoclave Class B เพื่อทดสอบระบบสุญญากาศและการรั่วไหลของอากาศ 

บันทึกที่ต้องเก็บและเก็บกี่ปี!

คลินิกทันตกรรมต้องจัดทำเอกสารบันทึกระบบควบคุมการติดเชื้ออย่างเป็นระบบและเก็บรักษาไว้อย่างน้อย 5 ปี ตามเกณฑ์การตรวจสอบของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) และสภาทันตแพทย์ เอกสารเหล่านี้ใช้เป็นหลักฐานยืนยันความปลอดภัยเมื่อเกิดกรณีร้องเรียนหรือการเข้าตรวจประเมินรายการเอกสารสำคัญที่ต้องจัดเก็บ ได้แก่

  1. บันทึกรอบการนึ่งฆ่าเชื้อ (Autoclave Logbook) : ระบุวันที่, รอบที่นึ่ง, รายการเครื่องมือ, ผู้ปฏิบัติงาน, ผล Physical & Chemical Indicator และพิมพ์สลิปผลจากเครื่อง (ถ้ามี)

  2. บันทึกผลการทดสอบทางชีวภาพ (Biological Test Log) : ผลการเพาะเชื้อสปอร์ประจำสัปดาห์

  3. เอกสารสัญญาและใบขนถ่ายขยะติดเชื้อ (Manifest Form) : สัญญาจ้างบริษัทกำจัดขยะติดเชื้อ และใบเสร็จ/ใบรับรองการขนย้ายขยะ   

  4. บันทึกการซ่อมบำรุงและสอบเทียบเครื่องมือ (Calibration & Maintenance Log) : เอกสารประวัติการเช็คระยะ Autoclave และ ยูนิตทำฟัน

  5. ประวัติการรับวัคซีนและการตรวจสุขภาพประจำปีของบุคลากร : โดยเฉพาะวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี   

การจัดการขยะติดเชื้อต้องทำยังไงให้มีคุณภาพ

การจัดการขยะติดเชื้อในคลินิกทันตกรรมต้องคัดแยกตั้งแต่จุดกำเนิด จัดเก็บในภาชนะมาตรฐาน และส่งกำจัดโดยบริษัทที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายเท่านั้น (อ้างอิง: กฎกระทรวงว่าด้วยการกำจัดมูลฝอยติดเชื้อ พ.ศ. 2545 และประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง มาตรการควบคุมกำกับการขนมูลฝอยติดเชื้อ พ.ศ. 2565)

ขั้นตอนและเกณฑ์ที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย

  • ขยะติดเชื้อทั่วไป (ถุงแดง) : สำลี, ผ้ากอซ, ถุงมือ, หลอดยาชา และวัสดุปนเปื้อนน้ำลายหรือเลือด ต้องใส่ถุงแดงที่มีสัญลักษณ์ขยะติดเชื้อ มัดปากถุงให้แน่นหนาเมื่อขยะเต็ม 3/4 ของถุง   

  • ขยะของมีคม (กล่องแดง/Sharp Container) : เข็มฉีดยา, ใบมีดผ่าตัด, ลวดดัดฟัน, หัวกรอ ต้องทิ้งลงกล่องพลาสติกหนาเจาะไม่เข้า ห้ามปลดเข็มด้วยมือเปล่าเด็ดขาด

  • จุดพักขยะติดเชื้อ : ต้องจัดให้อยู่ในพื้นที่เฉพาะ มีฝาปิดมิดชิด ป้องกันแมลงและสัตว์พาหะนำโรค หากต้องเก็บไว้นานเกิน 24 ชั่วโมงเพื่อรอรถมารับ ต้องจัดเก็บในห้องหรือตู้แช่ควบคุมอุณหภูมิไม่เกิน 4°C   

  • การส่งกำจัด : ต้องทำสัญญากับหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น (เช่น อบจ., เทศบาล) หรือบริษัทเอกชนที่ได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และเก็บบันทึกปริมาณขยะพร้อมเอกสารส่งมอบไว้ตรวจสอบ 

จุดที่หลาย ๆ คนพลาดและมักไม่ผ่านการตรวจ

สาเหตุหลักที่คลินิกทันตกรรมไม่ผ่านการตรวจมาตรฐานมักเกิดจากความสูญเสียเวลาและโอกาสในการทำหัตถการซึ่งกระทบต่อกำไรต่อ Chair Time โดยตรงมากกว่าการขาดแคลนอุปกรณ์

เมื่อผู้ช่วยทันตแพทย์ต้องเสียเวลาไปกับการค้นหาชุดเครื่องมือที่ไม่ครบนึ่ง เสียเวลากรอกเอกสารบันทึก Autoclave ด้วยมือ หรือเครื่องมือหมุนเวียนไม่ทันจนเก้าอี้ทำฟันว่าง (Idle Time) จะทำให้ Chair Time ของคลินิกถูกใช้ไปอย่างไร้ประโยชน์ การวัดประสิทธิภาพคลินิกยุคใหม่จึงไม่ได้มองแค่กำไรต่อเคส แต่ต้องมองที่ กำไรต่อ Chair Time (Profit per Chair Hour)

ตัวอย่างจุดตกหล่นที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • ไม่มีการระบุการหมดอายุบนซอง Sterilize : ซองไม่มีการลงวันที่นึ่งหรือวันที่หมดอายุ หรือไม่มีการทำระบบ FIFO (First-In, First-Out)

  • พื้นที่ Sterilization Zone ไม่ชัดเจน : ไม่มีสัญลักษณ์แบ่ง Dirty Zone, Clean Zone และ Sterile Zone ชัดเจน ส่งผลให้เกิดการปนเปื้อนข้าม   

  • เอกสารผลทดสอบไม่ต่อเนื่อง : ขาดบันทึกผล Biological Indicator หรือเอกสารการขนส่งขยะติดเชื้อหายบางเดือน

  • เครื่องมือหมุนเวียนไม่สอดคล้องกับคิวคนไข้ : การจัดการสต็อกเครื่องมือผิดพลาด ทำให้เก้าอี้ทำฟันต้องว่างรอเครื่องมือ นำไปสู่การสูญเสียรายได้ต่อนาทีของเก้าอี้ทำฟัน

เช็กลิสต์ประจำวัน สัปดาห์ และเดือนที่ทุกคนกดเซฟไปใช้ได้!

การเชื่อมโยงเช็กลิสต์เข้ากับระบบรายงานบริหารจัดการคลินิกทันตกรรม จะช่วยแปลงงานเอกสารสเตอไรล์อันยุ่งยากให้เป็นข้อมูลดิจิทัลที่ติดตามได้ทันที ช่วยลดภาระงานผู้ช่วยทันตแพทย์และตัดปัญหาเอกสารตกหล่นได้อย่างเบ็ดเสร็จ เราสรุปแผนเช็กลิสต์การทำงานตามงวดเวลาไว้ตามนี้

  1. เช็กลิสต์ประจำวัน (Daily Tasks)   

    • ทำความสะอาดและเช็ดฆ่าเชื้อยูนิตทำฟันและพื้นผิวสัมผัสทุกครั้งหลังจบเคส

    • ทำ Bowie-Dick Test ในช่วงเช้า (สำหรับ Autoclave Class B)

    • บันทึกผลการนึ่งฆ่าเชื้อเครื่องมือทุกรอบ (Physical & Chemical Indicators)

    • ตรวจเช็คความสะอาดและเปลี่ยนถุงขยะติดเชื้อเมื่อเต็ม   

  2. เช็กลิสต์ประจำสัปดาห์ (Weekly Tasks)

    • ทดสอบประสิทธิภาพทางชีวภาพด้วยสปอร์แบคทีเรีย (Biological Test)   

    • ล้างทำความสะอาดแผ่นกรองและระบายน้ำทิ้งของเครื่อง Autoclave

    • ตรวจเช็คสต็อกน้ำยาฆ่าเชื้อ ซองบรรจุเครื่องมือ และอุปกรณ์ PPE   

  3. เช็กลิสต์ประจำเดือน (Monthly Tasks)  

    • สรุปรายงานปริมาณขยะติดเชื้อและกระทบยอดกับใบขนถ่ายขยะ

    • ตรวจเช็คชุดเครื่องมือฉุกเฉินและยาหมดอายุในคลินิก

    • สรุปรายงานการบำรุงรักษาเครื่องมือแพทย์และยูนิตทันตกรรม

เปลี่ยนงานเอกสารสเตอไรล์ให้เป็นเรื่องง่ายด้วย JERA DENT

การบริหารจัดการระบบควบคุมการติดเชื้อและสต็อกเครื่องมือทันตกรรมจะไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอีกต่อไปเมื่อทุกคนมีตัวช่วยที่ถูกต้อง

เราขอแนะนำ JERA DENT บริหารจัดการคลินิกทันตกรรมแบบครบวงจรที่ถูกออกแบบมาเพื่อทันตแพทย์และผู้บริหารคลินิกยุคใหม่โดยเฉพาะ JERA DENT ช่วยยกระดับระบบการทำงานในคลินิกด้วยฟีเจอร์เด่น

  • ะบบบริหารสต็อกเครื่องมือและ Sterilization Tracking: ติดตามสถานะเครื่องมือตั้งแต่ขั้นตอน Dirty ไปจนถึงการนึ่งผ่าน Autoclave พร้อมระบบแจ้งเตือนเครื่องมือหมดอายุบนซองสเตอไรล์ ช่วยให้วางแผนเตรียมเครื่องมือได้ตรงกับนัดหมายคนไข้ ไม่มีปัญหาเก้าอี้ทำฟันว่างรอเครื่องมือ

  • ระบบเช็กลิสต์และบันทึกดิจิทัล (Digital Logbook): บันทึกผลการนึ่ง Physical, Chemical และ Biological Indicators ผ่านระบบได้ทันที ตัดปัญหาการจดใส่กระดาษแล้วสูญหาย เอกสารพร้อมสำหรับการตรวจประเมินจาก สสจ. ตลอดเวลา   

  • วิเคราะห์กำไรต่อ Chair Time: คำนวณและแสดงผล Profit per Chair Hour ช่วยให้ทุกคนมองเห็นต้นทุนที่แท้จริง เพิ่มประสิทธิภาพในการจัดคิวหมอและยูนิตทำฟันได้อย่างคุ้มค่าสูงสุด

  • ระบบนัดหมายและเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ (EHR): เชื่อมโยงประวัติคนไข้ แผนการรักษา และรายงานทางการเงินไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ใช้งานง่าย ปลอดภัย รองรับการเติบโตของคลินิกทุกขนาด

หากทุกคนต้องการเปลี่ยนระบบบริหารคลินิกให้เป็นอัตโนมัติ ลดความซ้ำซ้อน และผ่านการตรวจมาตรฐานอย่างสบายใจ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมและลงทะเบียนทดลองใช้งานได้ที่ JERA DENT

 
 
 

ความคิดเห็น


นัด Demo รับสิทธิ์ใช้ฟรี 1 เดือน
บริษัท ละมุนภัณฑ์  ไอที จำกัด

245/68 ซอยรามคำแหง 112ถนนรามคำแหง

แขวง/เขตสะพานสูง กรุงเทพมหานคร 10240

*สิทธิพิเศษเฉพาะลงทะเบียนผ่านช่องทางนี้เท่านั้น (เมื่อสมัคร Package รายปีแบบใดก็ได้)

ขอบคุณสำหรับข้อมูล เราจะรีบติดต่อกลับหาคุณโดยเร็วที่สุด!!

JERA Dent ระบบบริหารคลินิกทันตกรรม
LINKS
ABOUT

LAMUNPUN IT Co., Ltd.

e-mail: sales@jeracloud.com

Tel: 02-055-6285

245/68 Ramkhamhaeng 112 Alley, Saphan Sung, Bangkok 10240, Thailand

SOCIAL
  • contact:line
  • contact:facebook
  • contact:youtube

© Copyright 2017-2022 JERA Dent All Rights Reserved, Developed by LAMUNPUN IT Co., Ltd.

bottom of page