top of page
ค้นหา

เปิดคลินิกจัดฟันและรากเทียม ต่างจากคลินิกทั่วไปยังไง ?

รูปภาพนักเขียน: Rasita Chanratanayothin
Rasita Chanratanayothin
2 วันที่ผ่านมา
ยาว 4 นาที

การเริ่มต้นทำธุรกิจคลินิกทันตกรรมในยุคนี้ ไม่ได้มีเพียงแค่การเปิดร้านเพื่อขูดหินปูน ถอนฟัน หรืออุดฟันแบบเดิม ๆ อีกต่อไป หลายคนที่กำลังวางแผนเป็นเจ้าของธุรกิจอาจเกิดคำถามว่า "เราควรเปิดคลินิกทันตกรรมทั่วไป หรือขยับไปทำคลินิกเฉพาะทางอย่างจัดฟัน รากเทียม หรือทันตกรรมเด็กดี ?" เพราะแม้จะเรียกว่าคลินิกทำฟันเหมือนกัน แต่มุมมองการบริหารจัดการ งบลงทุน กฎหมายควบคุม ตลอดจนโครงสร้างรายได้นั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง วันนี้เราจะพาทุกคนมาเจาะลึกความแตกต่างแบบมิติคุณค่าทางธุรกิจ เพื่อให้ทุกคนสามารถตัดสินใจลงทุนได้อย่างแม่นยำและคุ้มค่าที่สุด

คลินิกทันตกรรมเฉพาะทางกับทั่วไป ต่างกันยังไง ?

คลินิกทันตกรรมเฉพาะทางต่างจากคลินิกทั่วไปอย่างชัดเจนในเรื่องของขอบเขตการรักษา ทักษะความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของทันตแพทย์ เครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ซับซ้อนสูงกว่า ตลอดจนข้อกำหนดทางกฎหมายในการยื่นขอใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาล

หากพิจารณาในเชิงโครงสร้างคลินิกทันตกรรมทั่วไป (General Dental Clinic) เน้นให้บริการการรักษาพื้นฐาน เช่น ขูดหินปูน อุดฟัน ถอนฟัน หรือผ่าฟันครุดทั่วไป ซึ่งเป็นงานปฐมภูมิที่เน้นปริมาณหมุนเวียนของคนไข้ (High Volume, Low Complexity) ในขณะที่คลินิกทันตกรรมเฉพาะทาง (Specialized Dental Clinic) เน้นการรักษาที่มีความซับซ้อนสูงอาศัยทักษะเฉพาะด้านของทันตแพทย์ที่ได้รับใบวุฒิบัตรหรืออนุมัติบัตรแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพทันตกรรมสาขาต่าง ๆ จากทันตแพทยสภา

นอกจากนี้ในด้านกฎหมายตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 และประกาศกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข (ข้อมูลอัปเดต ณ มกราคม 2569) การจัดตั้งคลินิกที่ระบุชื่อหรือเปิดให้บริการเฉพาะทาง มีข้อกำหนดเรื่องมาตรฐานห้องตรวจ ระบบควบคุมการติดเชื้อ (Infection Control) มาตรฐานเครื่องเอ็กซเรย์ตลอดจนคุณสมบัติของทันตแพทย์ผู้ให้บริการที่ต้องผ่านการอนุมัติและขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องเพื่อรับประกันความปลอดภัยสูงสุดแก่ผู้มารับบริการ

เปิดคลินิกจัดฟัน ต้องมีอะไรเพิ่มอุปกรณ์ สำหรับทันตแพทย์เฉพาะทาง ?

การเปิดคลินิกจัดฟันจำเป็นต้องเพิ่มระบบเอ็กซเรย์ดิจิทัลแบบ Cephalometric และ Panoramic รวมถึงทันตแพทย์ที่ได้รับวุฒิบัตรหรืออนุมัติบัตรสาขาจัดฟันย่อยจากทันตแพทยสภา และสต็อกวัสดุอุปกรณ์จัดฟันเฉพาะกลุ่ม

เมื่อเราตัดสินใจมุ่งเน้นบริการจัดฟัน สิ่งสำคัญแรกคือ ทันตแพทย์เฉพาะทางจัดฟัน (Orthodontist) ซึ่งต้องเป็นผู้ที่จบการศึกษาหลักสูตรเฉพาะทางที่ทันตแพทยสภารับรอง เพื่อให้สามารถวางแผนการรักษาโครงสร้างใบหน้าและขากรรไกรได้อย่างถูกต้อง ในส่วนของ อุปกรณ์เทคโนโลยี คลินิกจัดฟันสมัยใหม่จะขาดเครื่องถ่ายภาพรังสีส่วนศีรษะและขากรรไกร (Extraoral X-ray: Ceph/Pano) ไปไม่ได้เลย หรือหากต้องการยกระดับเป็น Smart Clinic เราอาจต้องลงทุนเพิ่มในเครื่องสแกนในช่องปาก 3 มิติ (3D Intraoral Scanner) เช่น iTero Element หรือ Trios เพื่อใช้สำหรับงานจัดฟันแบบใส (Invisalign / Clear Aligners)

สำหรับเครื่องมือและวัสดุจัดฟัน (Consumable Materials) จำเป็นต้องสั่งซื้อและสต็อกอุปกรณ์เฉพาะ อาทิ แบร็กเก็ต (Brackets ทั้งแบบโลหะ เซรามิก และ Self-ligating), ลวดจัดฟัน (Archwires Niti/SS), คีมดัดลวดเฉพาะทาง (Pliers set) และหมุดจัดฟัน (Mini-implants) จากผู้จำหน่ายมาตรฐาน เช่น 3M Oral Care, Ormco (จัดจำหน่ายโดยบริษัท DKSH Thailand) หรือ Align Technology (ข้อมูลอัปเดตราคา ณ มกราคม 2569)

  • เครื่องเอ็กซเรย์ Ceph/Pano ดิจิทัล : ราคาประมาณ 1,200,000 - 2,200,000 บาท

  • เครื่องสแกนในช่องปาก 3D (Intraoral Scanner) : ราคาประมาณ 750,000 - 1,500,000 บาท

  • ชุดเครื่องมือจัดฟันและคีมเฉพาะทาง : ราคาประมาณ 80,000 - 180,000 บาท ต่อชุดยูนิต (หมายเหตุ: ราคาวัสดุอุปกรณ์เป็นราคาประมาณการ อาจเปลี่ยนแปลงตามผู้จำหน่าย เงื่อนไขการสั่งซื้อ และโปรโมชันในแต่ละช่วงเวลา)

เปิดคลินิกรากเทียม ต้องมีอะไรเพิ่ม ?

คลินิกรากเทียมต้องเพิ่มห้องผ่าตัดปราศจากเชื้อตามมาตรฐานเครื่องเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ 3 มิติ (CBCT) ชุดเครื่องมือเจาะกระดูกและฝังรากเทียม (Implant Engine & Surgical Kits) พร้อมด้วยทันตแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยศาสตร์ช่องปากหรือปริทันตวิทยา

งานรากเทียมเป็นงานศัลยกรรมที่มีความซับซ้อนและต้องการความสะอาดระดับสูง เราจึงต้องออกแบบพื้นที่สำหรับ ห้องผ่าตัดทันตกรรม (Dental Surgical Suite) ที่มีระบบกรองอากาศ HEPA Filter ระบบความดันอากาศ และระบบไฟผ่าตัด (Surgical Light) ที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยตามประกาศของ สบส.

ด้านอุปกรณ์เทคโนโลยีคลินิกรากเทียมจำเป็นต้องใช้ เครื่องเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ 3 มิติ (CBCT - Cone Beam Computed Tomography) เพื่อประเมินความหนาแน่นและปริมาณกระดูกของคนไข้ก่อนผ่าตัดอย่างแม่นยำ รวมถึง เครื่องเจาะฝังรากเทียม (Implant Engine), ชุดเครื่องมือผ่าตัด (Surgical Kits), อุปกรณ์วัดความมั่นคงของรากเทียม (ISQ Meter) และวัสดุทดแทนกระดูก (Bone Graft Materials) กับเยื่อกั้นกั้นกระดูก (Membrane) จากผู้จำหน่ายชั้นนำ เช่น Straumann Group Thailand, Accord Corporation หรือ DKSH (ข้อมูลอัปเดต ณ กุมภาพันธ์ 2569)

  • เครื่องเอ็กซเรย์ 3D CBCT : ราคาประมาณ 1,800,000 - 3,500,000 บาท

  • เครื่องเจาะฝังรากเทียม (Implant Motor & Handpiece) : ราคาประมาณ 150,000 - 320,000 บาท

  • ชุดสต็อกแกนรากเทียมและอุปกรณ์ผ่าตัดเริ่มต้น : ราคาประมาณ 200,000 - 500,000 บาท (หมายเหตุ: ราคาวัสดุอุปกรณ์เป็นราคาประมาณการ อาจเปลี่ยนแปลงตามผู้จำหน่าย เงื่อนไขการสั่งซื้อ และโปรโมชันในแต่ละช่วงเวลา)

อยากเปิดคลินิกทันตกรรมเด็ก ต้องเตรียมอะไรต่าง ?

การเปิดคลินิกทันตกรรมเด็กต้องเตรียมสภาพแวดล้อมที่ลดความกลัว ยูนิตทำฟันและเครื่องมือขนาดเฉพาะสำหรับเด็ก รวมถึงทันตแพทย์เฉพาะทางด้านทันตกรรมเด็ก (Pedodontist) ที่มีความเชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาและการจัดการพฤติกรรม

การทำฟันเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่โดยสิ้นเชิงเพราะมีเรื่องจิตวิทยาเด็กเข้ามาเกี่ยวข้อง การออกแบบสถานที่จึงต้องเปลี่ยนจากบรรยากาศโรงพยาบาลมาเป็นโซนที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย มีมุมเล่นเด็ก (Playground Area) เตียงตรวจหรือยูนิตทำฟันลายการ์ตูน และการติดตั้งทีวีบนเพดานเหนือยูนิตทำฟันเพื่อให้เด็กดูขณะรักษา

ในส่วนของอุปกรณ์และยา คลินิกเด็กต้องเตรียมยูนิตทำฟันและหัวตรวจขนาดเล็ก (Pediatric Handpiece/Bur), วัสดุบูรณะฟันเฉพาะเด็ก เช่น ครอบฟันโลหะสำเร็จรูป (Stainless Steel Crowns - SSC) และครอบฟันเซอร์โคเนียเด็ก รวมถึง ระบบดมแก๊สหัวเราะ (Nitrous Oxide Sedation System) ที่มีระบบระบายแก๊สส่วนเกิน (Scavenging System) ที่ผ่านการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุข เพื่อช่วยลดความวิตกกังวลในเด็กที่มีความกลัวสูง ซึ่งเครื่องมือเหล่านี้ได้รับการจัดจำหน่ายโดยผู้ค้าอุปกรณ์ทันตกรรมชั้นนำ อาทิ Septodont หรือ 3M Oral Care (ข้อมูลอัปเดต ณ มกราคม 2569)

  • ตกแต่งบรรยากาศและโซนเด็กเล่น: ราคาประมาณ 100,000 - 300,000 บาท

  • ระบบแก๊สหัวเราะ Nitrous Oxide (แบบติดตั้ง): ราคาประมาณ 250,000 - 450,000 บาท

  • เครื่องมือและสต็อกวัสดุทันตกรรมเด็ก: ราคาประมาณ 50,000 - 120,000 บาท (หมายเหตุ: ราคาวัสดุอุปกรณ์เป็นราคาประมาณการ อาจเปลี่ยนแปลงตามผู้จำหน่าย เงื่อนไขการสั่งซื้อ และโปรโมชันในแต่ละช่วงเวลา)

ตารางเทียบงบลงทุนต่างกันแค่ไหนถึงจะเปิดคลินิกได้!

งบลงทุนในการเปิดคลินิกเฉพาะทางสูงกว่าคลินิกทั่วไปประมาณ 1.5 ถึง 3 เท่า โดยคลินิกทั่วไปใช้เงินลงทุนเริ่มต้นราว 1.5 - 2.5 ล้านบาท ขณะที่คลินิกจัดฟันและรากเทียมอาจต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 3.5 - 7 ล้านบาทขึ้นไป

เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพรวมของโครงสร้างเงินลงทุน (CAPEX & OPEX) เราได้สรุปเปรียบเทียบงบประมาณการจัดตั้งคลินิกขนาด 2 ยูนิตทำฟัน ในแต่ละรูปแบบมาให้ดูในตารางด้านล่างนี้

รายการ / ประเภทคลินิก

คลินิกทั่วไป (General)

คลินิกจัดฟัน (Ortho Focus)

คลินิกรากเทียม (Implant Focus)

คลินิกเด็ก (Pediatric Focus)

การตกแต่งสถานที่ & งานระบบ

500,000 - 800,000 บาท

600,000 - 900,000 บาท

800,000 - 1,500,000 บาท (ห้องผ่าตัด)

700,000 - 1,100,000 บาท (Theme เด็ก)

ยูนิตทำฟัน (2 ยูนิต)

350,000 - 600,000 บาท

400,000 - 700,000 บาท

600,000 - 1,000,000 บาท

450,000 - 750,000 บาท

ระบบเอกซเรย์ (X-ray)

200,000 - 400,000 บาท (Intraoral)

1,200,000 - 2,200,000 บาท (Ceph/Pano)

1,800,000 - 3,500,000 บาท (CBCT 3D)

200,000 - 400,000 บาท

เครื่องมือเฉพาะทางหลัก

100,000 - 200,000 บาท

750,000 - 1,500,000 บาท (3D Scanner)

300,000 - 600,000 บาท (Motor/Kits)

250,000 - 450,000 บาท (Nitrous)

สต็อกวัสดุอุปกรณ์เริ่มต้น

100,000 - 150,000 บาท

150,000 - 300,000 บาท

200,000 - 400,000 บาท

80,000 - 150,000 บาท

งบลงทุนรวมโดยประมาณ

1.25 - 2.15 ล้านบาท

3.1 - 5.6 ล้านบาท

3.7 - 7.0 ล้านบาท

1.68 - 2.85 ล้านบาท

รายได้และรอบการรักษาต่างกันยังไง ?

คลินิกทั่วไปสร้างรายได้จากการรักษาหมุนเวียนสั้นๆ แบบจบเป็นครั้งๆ แต่คลินิกเฉพาะทางอย่างจัดฟันและรากเทียมสร้างรายได้ต่อหัวสูงกว่า มีโครงสร้างกระแสเงินสดทั้งแบบผูกพันระยะยาวและการจ่ายตามงวดการรักษากระแสเงินสด (Cash Flow) ของแต่ละคลินิกมีธรรมชาติที่ไม่เหมือนกันโดยสิ้นเชิง

  1. คลินิกทั่วไป : มีลักษณะเป็น Single-visit Revenue รายได้ต่อเคสไม่สูงนัก (ประมาณ 800 - 3,000 บาท/ครั้ง) แต่ข้อดีคือได้เงินสดทันทีหลังรักษาเสร็จ หมุนเวียนคนไข้ได้เร็ว และมีความเสี่ยงด้านหนี้เสียต่ำ

  2. คลินิกจัดฟัน : เป็นรูปแบบ Subscription/Installment Model รายได้รวมต่อเคสสูง (45,000 - 150,000 บาท) โดยคนไข้จะชำระเงินงวดแรก (Down payment) และผ่อนชำระรายเดือน (1,500 - 3,000 บาท/เดือน) เป็นเวลา 2-3 ปี ทำให้คลินิกมีกระแสเงินสดรับที่แน่นอนทุกเดือน (Recurring Income)

  3. คลินิกรากเทียม : เป็นรูปแบบ High-Ticket Milestone Payment รายได้ต่อเคสสูงมาก (30,000 - 80,000 บาทต่อมวน) การชำระเงินแบ่งเป็น 2-3 งวดตามขั้นตอนการรักษา เช่น วันพิมพ์ปาก/วางแผน วันผ่าตัดฝังราก และวันใส่ครอบฟัน

  4. คลินิกทันตกรรมเด็ก : มีลักษณะผสมผสานระหว่างงานป้องกัน (Preventive Case) เช่น เคลือบฟลูออไรด์ เคลือบร่องฟัน ซึ่งสร้างการนัดหมายกลับมาทุก 6 เดือน (Recall System) กับงานบูรณะฟันเด็กที่มีมูลค่าปานกลาง

การติดตามเคสระยะยาวจัดฟัน 2 ปี หรือทำรากเทียม 6 เดือน

การติดตามเคสระยะยาวในการจัดฟัน 2 ปีหรือรากเทียม 6 เดือน ต้องวัดผลความคุ้มค่าด้วยกำไรต่อเวลาครองยูนิต (Profit per Chair Time) ไม่ใช่ดูเพียงกำไรสุทธิรวมต่อเคสเพียงอย่างเดียว เจ้าของคลินิกส่วนใหญ่มักตกหลุมพรางของการมองแค่ "กำไรต่อเคส" (Profit per Case) เช่น เคสรากเทียมราคา 60,000 บาท ได้กำไรสุทธิ 25,000 บาท ขณะที่เคสปรับเครื่องมือจัดฟันได้เงินแค่ 1,500 บาท แต่ถ้าเราลองคำนวณผ่านมุมมอง Profit per Chair Time (กำไรสุทธิต่อชั่วโมงที่คนไข้นั่งบนยูนิต) ภาพที่เห็นจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

ลองมาดูตัวอย่างการคำนวณเปรียบเทียบกัน

  • เคสรากเทียม (ระยะเวลารักษา 6 เดือน)

    • ราคาเคส : 60,000 บาท (หักค่า Lab + ค่ารากเทียม + Doctor Fee เหลือกำไรเข้าคลินิก 20,000 บาท)

    • Chair Time รวม : ต้องเข้าพบทันตแพทย์ 5 ครั้ง รวมเวลาบนยูนิตทำฟันทั้งหมด 5 ชั่วโมง

    • Profit per Chair Time = 20,000 / 5 = 4,000 บาท ต่อชั่วโมง

  • เคสจัดฟัน (ระยะเวลารักษา 2 ปี / 24 งวด)

    • รายได้รวม : 48,000 บาท (หักค่าหมอ + ค่าอุปกรณ์ เหลือกำไรเข้าคลินิก 24,000 บาท)

    • Chair Time รวม : คนไข้มาปรับลวด 24 ครั้ง ครั้งละ 15 นาที = รวมเวลาบนยูนิตทำฟัน 6 ชั่วโมง

    • Profit per Chair Time = 24,000 / 6 = 4,000 บาท ต่อชั่วโมง

จะเห็นได้ว่าแม้เคสรากเทียมจะได้เงินก้อนใหญ่ในระยะเวลา 6 เดือน แต่เมื่อคิดประสิทธิภาพการใช้ยูนิตทำฟัน (Chair Occupancy Efficiency) คลินิกจัดฟันที่จัดการเวลาได้ดี ปรับลวดไวและไม่เกิดการเลื่อนนัด สามารถสร้างกำไรต่อเวลาได้สูงเท่ากันหรือสูงกว่าด้วยซ้ำ ดังนั้น หัวใจสำคัญของการทำคลินิกเฉพาะทางคือการบริหารเวลา Chair Time ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ปล่อยให้ยูนิตว่าง หรือเสียเวลาไปกับเคสที่นัดแล้วไม่มา (No-show)

เลือกความเชี่ยวชาญยังไงให้เหมาะกับตัวเองและทำเล

การเลือกความเชี่ยวชาญให้เหมาะกับตัวเองและทำเลต้องอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลประชากรเชิงพื้นที่ ควบคู่กับการวัดผลผ่านจุดเชื่อมระบบรายงานบริหารจัดการคลินิก เพื่อแปลงสถิติการรักษามาเป็นกลยุทธ์การเติบโตที่แม่นยำ

การเลือกทิศทางคลินิกไม่ควรอิงเพียงความถนัดของหมออย่างเดียว แต่ต้องดูความต้องการของพื้นที่ (Local Demand) เช่น ทำเลใกล้สถานศึกษาหรือชุมชนวัยรุ่น เหมาะมากกับคลินิกจัดฟัน ในขณะที่ทำเลหมู่บ้านจัดสรรระดับพรีเมียมหรือย่านผู้สูงอายุ จะมีดีมานด์งานรากเทียมและฟันเทียมสูงกว่า

จุดเชื่อมสำคัญที่จะตอบเราได้อย่างไร้เดียงสาคือ "ระบบรายงานและการวิเคราะห์ข้อมูลของคลินิก" (Clinic Reporting & Analytics System) หากเรามีระบบบันทึกและประมวลผลที่ดี เราจะสามารถดึงรายงานออกมาดูได้ทันทีว่า

  1. Demographics & Conversion Rate Report คนไข้ที่เข้ามาในทำเลเราเป็นกลุ่มวัยไหน และเข้ามาสอบถามเคสประเภทใดมากที่สุด

  2. Chair Utilization Report อัตราการครองเตียงของยูนิตทำฟันในแต่ละช่วงเวลาเต็มหรือว่างในหมวดการรักษาใด

  3. Treatment Lifetime Value Report มูลค่าตลอดช่วงชีวิตของคนไข้ในแต่ละกลุ่มการรักษา

การนำข้อมูลจากระบบรายงานมาประสานกับการตัดสินใจ จะช่วยให้เราปรับสัดส่วนการทำการตลาด การจ้างทันตแพทย์เฉพาะทางเข้าตรวจและการลงทุนจัดซื้อเครื่องมือเพิ่มได้อย่างตรงจุด โดยไม่ต้องเดาทิศทางธุรกิจอีกต่อไป

บริหารคลินิกทันตกรรมยุคใหม่ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดด้วย JERA Dent

ไม่ว่าทุกคนจะตัดสินใจเปิดคลินิกทันตกรรมทั่วไป หรือขยายไปทำคลินิกเฉพาะทางอย่างจัดฟัน รากเทียมและทันตกรรมเด็ก สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยคือความซับซ้อนในการบริหารจัดการที่จะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ทั้งเรื่องการติดตามงวดผ่อนชำระจัดฟันการนัดหมายเคสรากเทียมที่ยาวนานหลายเดือน หรือการตัดสต็อกวัสดุแพทย์ที่มีราคาสูง

เราขอแนะนำ JERA Dent ระบบบริหารจัดการคลินิกทันตกรรมระดับมืออาชีพ ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับทุกฟังก์ชันของคลินิกทันตกรรมยุคใหม่โดยเฉพาะ:

  • ฟังก์ชันจัดการงานจัดฟันครบวงจร: บันทึกแผนการจัดฟัน ติดตามค่างวดชำระ (Installment Tracking) แจ้งเตือนยอดค้างชำระอย่างเป็นระบบ พร้อมบันทึกภาพถ่ายประวัติช่องปากก่อน-หลังการรักษาได้ง่ายดาย

  • ระบบติดตามเคสระยะยาวและนัดหมายอัตโนมัติ: หมดปัญหาคนไข้ขาดนัดในเคสรากเทียมหรือจัดฟัน ด้วยระบบแจ้งเตือนใกล้นัดผ่าน LINE OA และ SMS ช่วยลดอัตราการ No-show เพิ่มประสิทธิภาพ Chair Time ให้คลินิก

  • ระบบคุมสต็อกวัสดุและเวชภัณฑ์รากเทียม: ควบคุม Serial Number, Lot Number และวันหมดอายุของรากเทียม กระดูกสังเคราะห์ หรืออุปกรณ์จัดฟันได้อย่างแม่นยำ แจ้งเตือนเมื่อสต็อกใกล้หมด ตัดปัญหาของขาดหรือสต็อกค้าง

  • ระบบรายงานเชิงลึกและแดชบอร์ดผู้บริหาร (Business Intelligence): สรุปรายงานรายได้ แยกตามประเภทการรักษา รายงาน Profit per Chair Time รายงานมือตรวจของทันตแพทย์ (DF) และรายงานวิเคราะห์พฤติกรรมคนไข้ ช่วยให้เจ้าของคลินิกตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้อย่างแม่นยำในคลิกเดียว

ยกระดับการบริหารคลินิกทำฟันของทุกคนให้เป็นเรื่องง่าย ลดเวลาทำงานเอกสาร แล้วไปโฟกัสกับการรักษาและการเติบโตของธุรกิจได้อย่างเต็มที่ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมและขอทดลองใช้งานได้ฟรีที่ JERA Dent

 
 
 

ความคิดเห็น


นัด Demo รับสิทธิ์ใช้ฟรี 1 เดือน
บริษัท ละมุนภัณฑ์  ไอที จำกัด

245/68 ซอยรามคำแหง 112ถนนรามคำแหง

แขวง/เขตสะพานสูง กรุงเทพมหานคร 10240

*สิทธิพิเศษเฉพาะลงทะเบียนผ่านช่องทางนี้เท่านั้น (เมื่อสมัคร Package รายปีแบบใดก็ได้)

ขอบคุณสำหรับข้อมูล เราจะรีบติดต่อกลับหาคุณโดยเร็วที่สุด!!

JERA Dent ระบบบริหารคลินิกทันตกรรม
LINKS
ABOUT

LAMUNPUN IT Co., Ltd.

e-mail: sales@jeracloud.com

Tel: 02-055-6285

245/68 Ramkhamhaeng 112 Alley, Saphan Sung, Bangkok 10240, Thailand

SOCIAL
  • contact:line
  • contact:facebook
  • contact:youtube

© Copyright 2017-2022 JERA Dent All Rights Reserved, Developed by LAMUNPUN IT Co., Ltd.

bottom of page