top of page
ค้นหา

ต้นทุนและกำไรต่อเคส จัดฟัน รากเทียม ครอบฟัน วีเนียร์!

รูปภาพนักเขียน: Rasita Chanratanayothin
Rasita Chanratanayothin
3 วันที่ผ่านมา
ยาว 3 นาที

การบริหารคลินิกทันตกรรมให้มีผลกำไรที่เติบโตอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องเข้าใจโครงสร้างต้นทุนและกำไรที่แท้จริงของแต่ละหัตถการอย่างละเอียด การวางแผนต้นทุนและการตั้งราคาอย่างครอบคลุมช่วยให้คลินิกควบคุมรายจ่ายที่ไม่จำเป็นและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำกำไรได้อย่างแม่นยำ วันนี้เราจึงรวบรวมรายละเอียดโครงสร้างต้นทุน ราคาวัสดุอัปเดตแนวทางการคำนวณกำไรตลอดจนกลยุทธ์การวิเคราะห์ตัวเลขสำคัญมาให้ทุกคนได้ศึกษาและนำไปปรับใช้กับคลินิกกัน

5 องค์ประกอบต้นทุนต่อเคสทันตกรรมประกอบด้วยอะไรบ้าง ?

ต้นทุนต่อเคสทันตกรรมประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ ค่าวัสดุอุปกรณ์สิ้นเปลือง ค่าแล็บทันตกรรม ค่าตอบแทนทันตแพทย์ ค่าแรงพนักงานประจำเคส และค่าใช้จ่ายส่วนกลางสะท้อนเข้าเคส การเข้าใจส่วนประกอบทั้งห้านี้จะช่วยให้เราสามารถคำนวณต้นทุนต่อเคสได้อย่างเที่ยงตรงและไม่มองข้ามรายจ่ายแฝง

โครงสร้างต้นทุนทันตกรรมทั้ง 5 ส่วนมีความสำคัญและความเปราะบางที่แตกต่างกันดังนี้

  1. ค่าวัสดุและอุปกรณ์สิ้นเปลือง (Direct Materials) ได้แก่ ยาชา เข็ม วัสดุพิมพ์ปาก ถุงมือ แมสก์ น้ำยาบ้วนปาก ตลอดจนวัสดุเฉพาะทาง เช่น ถาดจัดฟัน แบร็กเก็ต สกรูรากเทียม หรือเซรามิกบล็อก

  2. ค่าแล็บทันตกรรม (Dental Lab Fees) ค่าบริการจากแล็บภายนอกหรือต้นทุนวัสดุแล็บในบ้านสำหรับการทำชิ้นงาน เช่น ครอบฟัน วีเนียร์ รีเทนเนอร์ หรือการทำ Surgical Guide

  3. ค่าตอบแทนทันตแพทย์ (Doctor Fee / DF) ส่วนแบ่งรายได้หรือค่ามือของทันตแพทย์ ซึ่งมักคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ (เช่น 40–50% ของรายรับหลังหักค่าแล็บ) หรือจ่ายตามจริงรายเคส

  4. ค่าแรงพนักงานประจำเคส (Direct Labor) ค่าตอบแทนของผู้ช่วยทันตแพทย์ เจ้าหน้าที่รังสี หรือเคาน์เตอร์บริหารจัดการที่ใช้เวลาดูแลเคสนั้นๆ โดยตรง

  5. ค่าใช้จ่ายส่วนกลางสะท้อนเข้าเคส (Allocated Overhead) ค่าเช่าสถานที่ ค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าเสื่อมราคาเครื่องมือแพทย์ (เช่น ยูนิตทำฟัน เครื่อง X-ray CBCT) และค่าการตลาดที่ถัวเฉลี่ยออกมาเป็นต้นทุนต่อชั่วโมงการใช้งาน

ต้นทุนจัดฟัน 1 เคสเท่าไหร่ มาพร้อมตัวอย่างคำนวณเต็มเคส 2 ปี

ต้นทุนการจัดฟันแบบโลหะต่อ 1 เคสตลอดระยะเวลาการรักษา 2 ปี อยู่ที่ประมาณ 18,000 - 25,000 บาท ขึ้นอยู่กับค่าแล็บและวัสดุอุปกรณ์ที่เลือกใช้ ตัวเลขนี้ยังไม่รวมค่าตอบแทนทันตแพทย์และค่าใช้จ่ายส่วนกลางของคลินิก

เมื่อเราลองมาวิเคราะห์รายละเอียดเคสจัดฟันโลหะ ระยะเวลา 24 เดือน (พบทันตแพทย์ 24 ครั้ง) สามารถสรุปประมาณการต้นทุนวัสดุและค่าแล็บได้ดังนี้

  • ชุดอุปกรณ์จัดฟันเริ่มต้น (Brackets, Wires, Buccal Tubes) : ประมาณ 3,500 – 6,000 บาท

  • วัสดุสิ้นเปลืองรายเดือน (O-rings, Chains, Wires เปลี่ยนตามรอบ, ยาชา, ถุงมือ) : ประมาณ 200 บาท/ครั้ง × 24 ครั้ง = 4,800 บาท

  • ค่าแล็บพิมพ์ปาก / X-ray / รีเทนเนอร์หลังจัดเสร็จ : ประมาณ 2,500 – 4,500 บาท

  • ค่าแล็บจัดฟันเพิ่มเติม (ถ้ามี เช่น Mini-screw / Expander) : ประมาณ 1,500 – 3,000 บาท

รวมต้นทุนวัสดุและแล็บโดยประมาณ : 12,300 – 18,300 บาท

หากคลินิกตั้งราคาเคสจัดฟันไว้ที่ 45,000 บาท และจ่าย DF ให้ทันตแพทย์ 45% หลังหักค่าแล็บและวัสดุบางรายการ คลินิกจะมี Margin เหลือมาร่วมถัวเฉลี่ยค่าใช้จ่ายประจำ (Fixed Cost) และกำไรสุทธิ ซึ่งการวางแผนจัดงวดชำระเงินของคนไข้ให้สอดคล้องกับต้นทุนจริงในแต่ละช่วงจึงมีความสำคัญมาก

รวมวัสดุ ค่ามือ ค่าแล็บสำหรับต้นทุนรากเทียมต่อเคส

ต้นทุนการทำรากฟันเทียมต่อ 1 เคสมีมูลค่าเฉลี่ยประมาณ 18,000 - 32,000 บาท ซึ่งผันแปรตามแบรนด์รากเทียมและเทคนิคของแล็บที่เลือกใช้ โดยรากเทียมเกรดพรีเมียมจากยุโรปจะมีราคาสูงกว่าแบรนด์จากเอเชีย รากเทียมจัดเป็นหัตถการที่มีมูลค่าสูงและต้องการความแม่นยำ โครงสร้างต้นทุนเฉลี่ยประกอบด้วย

  1. ชุดรากเทียมและอุปกรณ์ (Fixture, Abutment, Healing Cap)

    • แบรนด์เอเชีย (เกาหลี/ไต้หวัน) : 4,500 – 8,000 บาท

    • แบรนด์ยุโรป/อเมริกา : 12,000 – 20,000 บาท (ข้อมูลอ้างอิงราคาจัดซื้อจากผู้จำหน่ายและประกาศราคาจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ อัปเดตปี 2025–2026 โดยราคาอาจเปลี่ยนแปลงตามผู้จำหน่ายและโปรโมชัน)

  2. ค่าแล็บทำครอบฟันบนรากเทียม (Crown over Implant)

    • Zirconia หรือ PFMB : 3,500 – 7,000 บาท

    • Surgical Guide (กรณีใช้ Digital Workflow) : 1,500 – 3,500 บาท

  3. ค่าตอบแทนทันตแพทย์ (DF) : มักคิดอยู่ที่ 35–45% ของราคาเคส หรือจ่ายเหมาเป็นรายเคส (เช่น 8,000 – 15,000 บาท)

ต้นทุนครอบฟันและวีเนียร์ต่อซี่ ใช้เงินเท่าไรกับบริการนี้

ต้นทุนครอบฟันและวีเนียร์ต่อซี่อยู่ที่ประมาณ 2,500 - 6,000 บาท โดยต้นทุนส่วนใหญ่เป็นค่าแล็บทันตกรรมและเซรามิกบล็อกที่เลือกใช้ ความแตกต่างของวัสดุระหว่าง Zirconia, E.max และ Composite มีผลโดยตรงต่อต้นทุนรวม เมื่อเปรียบเทียบระหว่างงานครอบฟันและงานวีเนียร์แต่ละประเภท เราจะเห็นโครงสร้างต้นทุนและราคาตลาดที่ชัดเจน

  • การเปรียบเทียบวัสดุและต้นทุน

    • Composite Veneer : ต้นทุนวัสดุประมาณ 300 – 800 บาท/ซี่ (ไม่ต้องส่งแล็บ) ราคาขายประมาณ 2,500 – 4,500 บาท/ซี่

    • E.max Press / CAD Veneer : ต้นทุนค่าแล็บประมาณ 2,500 – 4,500 บาท/ซี่ ราคาขายประมาณ 9,000 – 15,000 บาท/ซี่

    • Zirconia Crown: ต้นทุนค่าแล็บประมาณ 2,200 – 4,000 บาท/ซี่ ราคาขายประมาณ 8,000 – 14,000 บาท/ซี่

หมายเหตุ : ราคาวัสดุและค่าแล็บเป็นราคาประเมินช่วงเฉลี่ย อาจเปลี่ยนแปลงตามผู้จำหน่ายและระดับความประณีตของแล็บ

ต้นทุนแฝงที่ลืมคิด Chair Time ของเสีย เคสแก้ไข

ต้นทุนแฝงในการทำทันตกรรมคือค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้ปรากฏในใบเสร็จวัสดุ แต่เกิดจากเวลาที่สูญเสียไปในเก้าอี้ทำฟัน ชิ้นงานหลุดแก้ไข และวัสดุเสื่อมสภาพ การไม่นำต้นทุนแฝงเหล่านี้มาร่วมคำนวณจะทำให้ผลกำไรจริงต่ำกว่าที่ประมาณการไว้

ต้นทุนแฝงหลัก ๆ ที่คลินิกมักละเลยประกอบด้วย

  • ค่า Chair Time (ค่าเก้าอี้ทำฟันต่อชั่วโมง) : คลินิกมีค่าใช้จ่ายประจำ เช่น ค่าเช่า ค่าไฟ ค่าพนักงาน ซึ่งวิ่งอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าเก้าอี้จะมีคนไข้นั่งหรือไม่ก็ตาม หากเคสใช้เวลานานเกินกำหนด ต้นทุนนี้จะเพิ่มขึ้นทันที

  • เคสแก้ไขและงาน Remake : หากงานครอบฟันหรือวีเนียร์หลุด หลวม หรือสีไม่ได้ ต้องพิมพ์ปากและทำแล็บใหม่ คลินิกต้องเสียทั้งค่าแล็บรอบสองและ Chair Time โดยไม่ได้รับเงินเพิ่ม

  • ของเสียและการเสื่อมสภาพ : ยาชาหมดอายุ วัสดุพิมพ์ปากที่ผสมแล้วใช้ไม่หมด หรืออุปกรณ์ที่ชำรุดก่อนกำหนด

ตั้งราคาเท่าไหร่ถึงได้ margin ตามเป้าแบบสูตรย้อนกลับ

การตั้งราคาหัตถการให้ได้ Margin ตามเป้าหมายทำได้โดยการนำต้นทุนผันแปรทั้งหมดมาหารด้วยเปอร์เซ็นต์ของต้นทุนที่รับได้ สูตรย้อนกลับนี้ช่วยให้คลินิกกำหนดราคาขายที่ครอบคลุมทั้งค่าใช้จ่ายและกำไรที่ต้องการได้อย่างแม่นยำ

สูตรการคำนวณย้อนกลับ (Target Pricing Formula)

ตัวอย่างการคำนวณ :

หากเคสทำครอบฟัน Zirconia มีต้นทุนผันแปร (ค่าแล็บ + วัสดุ) รวม 3,500 บาท

  • คลินิกต้องการ Profit Margin สุทธิ 25%

  • กำหนดค่า DF ให้ทันตแพทย์ 40%

  • กำหนดค่าใช้จ่ายส่วนกลางสะท้อนเข้าเคส (Overhead Allocation) 15%

  • รวมสัดส่วนที่หักออก = 25% + 40% + 15% = 80% (หรือ 0.80)

นำเข้าสูตร :

สูตรนี้ช่วยป้องกันไม่ให้เราตั้งราคาต่ำเกินไปจนเข้าเนื้อเมื่อหักค่าตอบแทนทันตแพทย์และค่าใช้จ่ายประจำออกแล้ว

ตารางเทียบว่าเคสไหนกำไรดีที่สุดต่อ Chair Time

เคสทันตกรรมที่สร้างกำไรดีที่สุดอาจไม่ใช่เคสที่มีราคาสูงที่สุด แต่เป็นเคสที่สร้างกำไรสุทธิสูงสุดต่อหนึ่งหน่วยเวลาที่คนไข้นั่งบนเก้าอี้ทำฟัน (Chair Time) การเปรียบเทียบกำไรต่อชั่วโมงจะช่วยให้คลินิกวางแผนตารางนัดหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ตารางด้านล่างแสดงการเปรียบเทียบโครงสร้างรายได้ ต้นทุน เวลา และกำไรต่อชั่วโมงของแต่ละหัตถการ

หัตถการ

ราคาขายเฉลี่ย (บาท)

ต้นทุนผันแปร + DF (บาท)

กำไรขั้นต้น (บาท)

เวลาที่ใช้รวม (Chair Time)

กำไรต่อ Chair Time (บาท/ชั่วโมง)

จัดฟันโลหะ (ต่องวด)

1,500

800

700

15 นาที (0.25 ชม.)

2,800

รากเทียม (1 เคส)

35,000

22,000

13,000

3 ชั่วโมง

4,333

ครอบฟัน Zirconia (1 ซี่)

12,000

7,200

4,800

1.5 ชั่วโมง

3,200

วีเนียร์ E.max (4 ซี่)

48,000

26,000

22,000

3.5 ชั่วโมง

6,285

ฟอกสีฟัน (In-office)

8,000

3,500

4,500

1 ชั่วโมง

4,500

หมายเหตุ : ตัวเลขในตารางเป็นตัวเลขสมมติเพื่อการเปรียบเทียบโครงสร้างกำไร ราคาและต้นทุนจริงผันแปรตามแต่ละคลินิกและผู้จำหน่าย

จากตารางจะเห็นได้ว่างานวีเนียร์หลายซี่ หรืองานฟอกสีฟัน สามารถทำกำไรต่อ Chair Time ได้สูงมาก เนื่องจากใช้เวลาในห้องตรวจน้อยกว่าเมื่อเทียบกับกำไรสุทธิที่ได้รับการวิเคราะห์มุมนี้ช่วยให้คลินิกเลือกทำการตลาดเน้นเคสที่สร้าง Cash Flow และกำไรต่อชั่วโมงได้ดีขึ้น

ตัวเลขที่ควรดูทุกเดือนเพื่อรู้กำไรต่อเคส

ตัวเลขสำคัญที่คลินิกต้องติดตามทุกเดือนเพื่อประเมินกำไรต่อเคสอย่างแม่นยำประกอบด้วย 4 ดัชนีวัดผล คือ สัดส่วนค่าแล็บต่อรายรับ สัดส่วนค่าวัสดุต่อรายรับ อัตราการใช้นั่งเก้าอี้ (Chair Utilization Rate) และกำไรเฉลี่ยต่อชั่วโมงตรวจ การติดตามตัวเลขเหล่านี้ช่วยให้เราปรับตัวและแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที

  1. Lab Cost to Revenue Ratio (% ค่าแล็บ) : ควรควบคุมให้อยู่ในช่วง 10–15% ของรายรับรวม หากสูงเกินไป แปลว่าเราอาจตั้งราคาต่ำไปหรือใช้แล็บที่มีราคาสูงเกินสัดส่วน

  2. Material Cost Ratio (% ค่าวัสดุ) : ควบคุมให้อยู่ในช่วง 5–10% ของรายรับ การคุมสต็อกที่ดีจะช่วยลดของเสียและลดตัวเลขส่วนนี้ได้

  3. Chair Utilization Rate (% การใช้งานเก้าอี้) : คำนวณจาก (ชั่วโมงที่มีคนไข้จริง / ชั่วโมงที่เปิดให้บริการ) × 100 หากตัวเลขต่ำกว่า 60% แสดงว่าคลินิกมีต้นทุน Chair Time ที่เสียไปโดยเปล่าประโยชน์สูง

  4. Average Profit per Chair Hour (กำไรเฉลี่ยต่อชั่วโมงเก้าอี้) : คำนวณกำไรสุทธิรวมหารด้วยจำนวนชั่วโมงที่ให้บริการจริงในเดือนนั้น เพื่อดูแนวโน้มประสิทธิภาพการทำกำไรของคลินิก

การคำนวณและติดตามตัวเลขทั้งหมดนี้อาจดูซับซ้อนและใช้เวลานานหากทำด้วยระบบเอกสารแบบเดิม ๆ เพื่อให้ทุกคนบริหารจัดการคลินิกทันตกรรมได้อย่างมืออาชีพ มีระบบช่วยคำนวณต้นทุน ติดตามสต็อกวัสดุ จัดคิวนัดหมาย และสรุปรายงานกำไรต่อเคสได้อย่างแม่นยำและง่ายดาย เราขอแนะนำระบบบริหารจัดการคลินิกทันตกรรม Jera Dent ตัวช่วยที่จะทำให้การบริหารงานคลินิกของทุกคนเป็นเรื่องง่ายและมีประสิทธิภาพสูงสุด สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและทดลองใช้งานได้ที่ Jera Dent

 
 
 

ความคิดเห็น


นัด Demo รับสิทธิ์ใช้ฟรี 1 เดือน
บริษัท ละมุนภัณฑ์  ไอที จำกัด

245/68 ซอยรามคำแหง 112ถนนรามคำแหง

แขวง/เขตสะพานสูง กรุงเทพมหานคร 10240

*สิทธิพิเศษเฉพาะลงทะเบียนผ่านช่องทางนี้เท่านั้น (เมื่อสมัคร Package รายปีแบบใดก็ได้)

ขอบคุณสำหรับข้อมูล เราจะรีบติดต่อกลับหาคุณโดยเร็วที่สุด!!

JERA Dent ระบบบริหารคลินิกทันตกรรม
LINKS
ABOUT

LAMUNPUN IT Co., Ltd.

e-mail: sales@jeracloud.com

Tel: 02-055-6285

245/68 Ramkhamhaeng 112 Alley, Saphan Sung, Bangkok 10240, Thailand

SOCIAL
  • contact:line
  • contact:facebook
  • contact:youtube

© Copyright 2017-2022 JERA Dent All Rights Reserved, Developed by LAMUNPUN IT Co., Ltd.

bottom of page