ค่ามือหมอฟันและ DF คิดยังไงให้แฟร์ ทั้งคลินิกและหมอ!

บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับการบริหารจัดการคลินิกทันตกรรมและการคำนวณค่าตอบแทนเท่านั้น ข้อกำหนดและแนวปฏิบัติด้านกฎหมายอาจมีรายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างกันในแต่ละท้องที่ โปรดตรวจสอบความถูกต้องและข้อบังคับล่าสุดกับ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ในพื้นที่ หรือกรมสนับสนุนบริการสุขภาพก่อนดำเนินการทุกครั้ง
ค่ามือหมอฟันและ DF คิดยังไงให้แฟร์ทั้งคลินิกและหมอ
การบริหารคลินิกทันตกรรมให้ประสบความสำเร็จและเติบโตได้อย่างยั่งยืน สิ่งสำคัญที่ไม่สามารถมองข้ามได้เลยคือเรื่องการบริหารจัดการค่าตอบแทนของทันตแพทย์ หรือที่เรียกกันติดปากว่า ค่ามือ หรือ Doctor Fee (DF) ปัญหาใหญ่ที่ผู้ประกอบการและทันตแพทย์มักจะพบเจอกันบ่อยๆ คือความไม่ชัดเจนในโครงสร้างการคิดเงิน การคำนวณยอดส่วนแบ่งผิดพลาด หรือแม้กระทั่งความรู้สึกว่าการแบ่งรายได้นั้นไม่ยุติธรรมต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
วันนี้เราจึงอยากพาทุกคนมาทำความเข้าใจโครงสร้างการคิดค่ามือหมอฟันอย่างเจาะลึก เพื่อวางระบบที่โปร่งใส แฟร์ทั้งฝั่งคลินิกและฝั่งคุณหมอ พร้อมทั้งปฏิบัติตามข้อบังคับทางกฎหมายอย่างถูกต้องไปพร้อม ๆ กัน
ค่ามือหมอฟันคิดได้กี่แบบทั้งเปอร์เซ็นต์ รายเคส และ ฐาน+DF
การคิดค่ามือหมอฟันหรือ Doctor Fee (DF) ในคลินิกทันตกรรมส่วนใหญ่แบ่งออกเป็น 3 รูปแบบหลัก คือ การคิดแบบเปอร์เซ็นต์จากรายได้ การคิดแบบเหมาจ่ายรายเคส และการคิดแบบเงินประกันฐานรวมกับ DF แต่ละรูปแบบถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความเสี่ยงและโครงสร้างรายได้ที่แตกต่างกันของคลินิกและทันตแพทย์
เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจน เราสามารถอธิบายโครงสร้างทั้ง 3 รูปแบบได้ดังนี้
การคิดแบบเปอร์เซ็นต์ (Percentage Share): เป็นวิธีที่นิยมมากที่สุดในประเทศไทย โดยคิดเป็นสัดส่วนเปอร์เซ็นต์จากยอดค่ารักษาพยาบาลที่เรียกเก็บจากคนไข้ เช่น 40% หรือ 50% วิธีนี้ทำให้รายได้ของหมอผันแปรตามปริมาณงานและรายได้ของคลินิกโดยตรง คลินิกไม่มีภาระผูกพันค่าใช้จ่ายคงที่หากไม่มีคนไข้เข้ามารับบริการ
การคิดแบบเหมาจ่ายรายเคส (Flat Rate / Per Case): เป็นการกำหนดค่าธรรมเนียมแพทย์ไว้เป็นจำนวนเงินคงที่ต่อประเภทการรักษา เช่น เคสถอนฟันธรรมดา 300 บาท เคสผ่าฟันครุฑ 1,500 บาท หรือเคสผ่าตัดศัลยกรรมเหมาจ่าย 3,000 บาท วิธีนี้นิยมใช้กับหัตถการเฉพาะทางที่มีขอบเขตงานชัดเจน หรือใช้กับการจ้างทันตแพทย์เฉพาะทางเข้ามารับเคสเป็นรายครั้ง
การคิดแบบเงินประกันฐานรวมกับ DF (Guaranteed Base + DF): เป็นการการันตีรายได้ขั้นต่ำต่อวันให้แก่คุณหมอ (ประกันเวร) เช่น ประกันวันละ 3,000 บาท หากในวันนั้นคุณหมอทำหัตถการแล้วได้ค่า DF รวมตามจริง 2,200 บาท คลินิกจะจ่ายที่ยอดประกัน 3,000 บาท แต่ถ้าทำ DF ได้รวม 4,500 บาท คลินิกจะจ่ายยอดจริงที่ 4,500 บาท วิธีนี้ช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่ทันตแพทย์ในการเข้าเวร
แต่ละแบบเหมาะกับคลินิกแบบไหนที่รวมข้อดี - ข้อเสีย
รูปแบบการจ่ายค่ามือแต่ละประเภทมีความเหมาะสมกับโครงสร้างคลินิกที่ต่างกัน โดยแบบเปอร์เซ็นต์เหมาะกับคลินิกที่มีฐานคนไข้สม่ำเสมอแบบรายเคสเหมาะกับงานเฉพาะทางและงานศัลยกรรม ส่วนแบบฐานบวก DF เหมาะกับคลินิกเปิดใหม่หรือสาขาใหม่ที่ต้องการดึงดูดทันตแพทย์เข้าเวร เพื่อให้ทุกคนมองเห็นภาพเปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียได้อย่างชัดเจนเราได้สรุปเปรียบเทียบแต่ละรูปแบบไว้ในตารางด้านล่างนี้
รูปแบบการจ่ายค่ามือ | เหมาะกับคลินิกประเภทไหน | ข้อดีสำหรับคลินิก | ข้อดีสำหรับหมอ | ข้อเสีย / ความเสี่ยง |
คิดแบบเปอร์เซ็นต์ (Percentage) | คลินิกทั่วไปที่มีฐานคนไข้สม่ำเสมอ หมอ GP และหมอเฉพาะทาง | ต้นทุนผันแปรตามรายได้จริง ไม่แบกรับความเสี่ยงเมื่อไม่มีคนไข้ | รายได้เติบโตตามจำนวนคนไข้ ยิ่งทำเคสยากหรือราคาสูง ยิ่งได้ผลตอบแทนมาก | หากวันไหนคนไข้น้อย หมออาจรู้สึกว่ารายได้ไม่คุ้มค่าเวลาเข้าเวร |
คิดแบบเหมาจ่ายรายเคส (Flat Rate) | คลินิกเน้นงานศัลยกรรม หัตถการที่ใช้เวลานาน หรือจ้างหมอมาเป็นเคสๆ | คำนวณต้นทุนการบริการและกำไรต่อเคสได้ง่ายและแม่นยำ | รู้รายได้แน่นอนต่อเคส ไม่ต้องกังวลเรื่องการให้ส่วนลดคนไข้ของคลินิก | หากเคสมีความซับซ้อนและใช้เวลานานเกินคาด อาจไม่คุ้มค่าเหนื่อยของคุณหมอ |
คิดแบบเงินประกันฐาน + DF (Guaranteed Base + DF) | คลินิกเปิดใหม่ คลินิกขยายสาขา หรือคลินิกในทำเลที่คนไข้ยังไม่แน่นอน | ดึงดูดทันตแพทย์ฝีมือดีให้ยอมมาลงเวรได้ง่ายขึ้น | มีรายได้ขั้นต่ำอุ่นใจแน่นอน ไม่ว่าจะเคสเยอะหรือเคสน้อย | คลินิกต้องแบกรับต้นทุนค่าประกันเวรหากไม่มีคนไข้เข้ามารับบริการ |
เปอร์เซ็นต์เท่าไหร่ถึงเรียกว่าปกติในตลาด!
อัตราค่ามือหมอฟันมาตรฐานในตลาดประเทศไทยส่วนใหญ่จะอยู่ที่ประมาณ 40% - 50% สำหรับงานทันตกรรมทั่วไป (GP) และอยู่ที่ 50% - 60% สำหรับงานเฉพาะทาง (Specialist) โดยตัวเลขที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับว่าคลินิกเป็นผู้สนับสนุนอุปกรณ์และค่าแล็บในสัดส่วนเท่าใด
จากข้อมูลผลสำรวจแนวปฏิบัติด้านสวัสดิการและค่าตอบแทนทันตแพทย์ของกลุ่มบริหารคลินิกทันตกรรมไทย ร่วมกับข้อมูลวิเคราะห์ของ Jeradent (อัปเดต ณ วันที่ 15 มกราคม 2024) พบว่าส่วนแบ่งเปอร์เซ็นต์มาตรฐานในท้องตลาดแบ่งออกตามกลุ่มหัตถการดังนี้
ทันตกรรมทั่วไป (General Practitioner - GP) : อัตรามาตรฐานอยู่ที่ 40% - 45% โดยคลินิกจะเป็นผู้จัดหาวัสดุ อุปกรณ์ และผู้ช่วยข้างเก้าอี้ (Dental Assistant) ให้ทั้งหมด
ทันตแพทย์เฉพาะทาง (Specialist) : เช่น ทันตกรรมจัดฟัน ศัลยกรรมช่องปาก ทันตกรรมรากเทียม หรือรักษารากฟัน อัตรามาตรฐานจะอยู่ที่ 50% - 60% เนื่องจากต้องใช้ทักษะความเชี่ยวชาญสูง และในบางเคสคุณหมออาจเป็นผู้จัดหาอุปกรณ์เฉพาะทางมาเอง
ปัจจัยที่มีผลต่อการปรับขึ้น-ลงของเปอร์เซ็นต์ : หากคลินิกตั้งอยู่ในทำเลที่มีค่าเช่าสูงมาก มีการลงทุนในเครื่องมือไฮเทค เช่น CT Scan 3D หรือเครื่องสแกนในช่องปาก (Intraoral Scanner) หรือมีการทำการตลาดหาคนไข้ให้อย่างเข้มข้น ส่วนแบ่งของหมออาจปรับลงมาที่ 40% แต่หากหมอเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงและมีฐานแฟนคลับติดตามมาเอง คลินิกอาจให้ส่วนแบ่งสูงถึง 55% - 60% เพื่อดึงดูดตัวคุณหมอไว้
คิดจากยอดก่อนหรือหลังหักค่าแล็บ ต่างกันแค่ไหน ?
การคำนวณค่ามือหมอฟันที่ยุติธรรมที่สุดควรคิดจากยอดรายได้สุทธิหลังหักค่าบริการแล็บภายนอกแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้ฝั่งใดฝั่งหนึ่งแบกรับต้นทุนชิ้นงานแล็บเกินความจำเป็น
งานทันตกรรมหลายประเภท เช่น ครอบฟัน ฟันปลอม สะพานฟัน หรือรีเทนเนอร์ มีต้นทุนค่าบริการแล็บภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้อง หากคิดค่ามือจากยอดเต็มก่อนหักค่าแล็บ จะทำให้คลินิกต้องแบกรับค่าแล็บเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งส่งผลให้คลินิกขาดทุนในเคสเหล่านั้นได้ เพื่อให้เห็นภาพ เรามาดูตัวอย่างคำนวณจริงกัน
ตัวอย่างเคส : คนไข้ทำครอบฟันเซรามิก ราคาทั้งสิ้น 10,000 บาท โดยมีค่าแล็บภายนอกที่ส่งทำชิ้นงาน 3,000 บาท และมีตกลงส่วนแบ่งค่ามือหมอที่ 50%
แบบที่ 1 : คิดค่ามือจากยอดเต็ม ก่อนหักค่าแล็บ (ไม่แนะนำ)
ยอดเรียกเก็บจากคนไข้ = 10,000 บาท
ค่ามือหมอ (50%) = 10,000 x 50% = 5,000 บาท
เงินคงเหลือที่คลินิกได้รับ = 10,000 - 5,000 = 5,000 บาท
คลินิกต้องจ่ายค่าแล็บเอง = 3,000 บาท
คลินิกเหลือกำไรจริง = 2,000 บาท (หรือคิดเป็นเพียง 20% ของยอดทั้งหมด)
แบบที่ 2 : คิดค่ามือจากยอดหลังหักค่าแล็บ 100% (แฟร์และเป็นมาตรฐาน)
ยอดเรียกเก็บจากคนไข้ = 10,000 บาท
หักค่าแล็บออกก่อน = 3,000 บาท -> ยอดสุทธิคงเหลือ = 7,000 บาท
ค่ามือหมอ (50% ของยอดสุทธิ) = 7,000 x 50% = 3,500 บาท
คลินิกเหลือกำไรสุทธิ = 3,500 บาท (ทั้งหมอและคลินิกได้ส่วนแบ่งกำไรอย่างลงตัว 50:50)
แบบที่ 3 : คิดค่ามือยอดเต็ม แต่หักค่าแล็บหารครึ่ง (ผลลัพธ์เท่ากับแบบที่ 2)
ค่ามือหมอตั้งต้น (50%) = 5,000 บาท
หักค่าแล็บส่วนที่คุณหมอต้องร่วมจ่าย (50% ของ 3,000) = 1,500 บาท
ค่ามือสุทธิที่หมอได้รับ = 5,000 - 1,500 = 3,500 บาท
การตกลงใช้ แบบที่ 2 หรือแบบที่ 3 จะช่วยสร้างความเป็นธรรมในการทำธุรกิจ และป้องกันข้อขัดแย้งเกี่ยวกับเรื่องต้นทุนแล็บได้เป็นอย่างดี
เคสที่คิดพลาดบ่อยจัดฟันผ่อนยาว คนไข้ค้างจ่ายเปลี่ยนหมอกลางเคส
เคสบริการที่มีความซับซ้อนและเกิดปัญหาการคิดค่ามือผิดพลาดบ่อยที่สุดคือ งานจัดฟันที่คนไข้ผ่อนชำระระยะยาว รวมถึงเคสที่คนไข้ค้างจ่ายชำระ และเคสที่มีการเปลี่ยนทันตแพทย์ผู้รักษาดูแลกลางคัน
จุดผิดพลาดที่พบบ่อยในการบริหารงานคลินิกทันตกรรม สามารถแบ่งออกเป็น 3 กรณีหลักดังนี้
เคสจัดฟันผ่อนชำระยาวนาน: คนไข้จัดฟันมักจะติดอุปกรณ์โดยจ่ายเงินงวดแรกๆ สูง (เช่น งวดละ 3,000 - 5,000 บาท) แล้วผ่อนปรับเครื่องมือรายเดือนงวดละ 1,000 - 1,500 บาท หากคลินิกจ่าย DF คิดตามเปอร์เซ็นต์ของทุกงวดที่เข้ามา อาจเกิดปัญหาในอนาคตเมื่อคนไข้มาปรับเครื่องมือในช่วงท้ายๆ ที่ไม่ต้องจ่ายเงินแล้ว (เพราะจ่ายครบยอดรวมแล้ว) หมออาจไม่อยากทำเคสต่อ ทางแก้คือต้องกำหนดโครงสร้าง DF ต่อการปรับเครื่องมือแต่ละครั้งให้มีมาตรฐานชัดเจน
คนไข้ค้างชำระ / ชำระไม่ครบ (Bad Debt): บางคลินิกตัดยอดจ่าย DF ให้หมอทันทีที่คีย์เคสลงระบบ แต่เมื่อถึงเวลาจริง คนไข้ขอค้างจ่าย หรือเบี้ยวหนี้ คลินิกจะกลายเป็นฝ่ายจ่ายเงินสดออกไปก่อนโดยเก็บเงินไม่ได้ หลักการที่ถูกต้องคือ "DF ต้องจ่ายจากยอดเงินที่คลินิกได้รับชำระจริงแล้วเท่านั้น (Cash Basis)"
การเปลี่ยนหมอกลางเคส (Transfer Case): หากหมอท่านแรกติดอุปกรณ์ไว้แล้วลาออกหรือย้ายสาขา หมอท่านที่สองมาดูแลต่อ การแบ่ง DF จะต้องตกลงกันให้ชัดเจน เช่น หมอคนแรกได้ส่วนแบ่งของขั้นตอนติดอุปกรณ์และวางแผนงาน ส่วนหมอคนใหม่ได้ DF ประจำงวดของการปรับเครื่องมือ เพื่อไม่ให้หมอคนใหม่รู้สึกว่าต้องมาตามล้างตามเช็ดเคสคนอื่นโดยไม่ได้ค่าตอบแทน

ค่ามือกับภาษี หักภาษี ณ ที่จ่ายยังไง ?
การหักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับค่ามือหมอฟันต้องพิจารณาจากรูปแบบสัญญาและประเภทเงินได้ตามประมวลรัษฎากร โดยหากเป็นเงินได้จากวิชาชีพอิสระตามมาตรา 40(6) คลินิกจะต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 3% หรือตามสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เกี่ยวข้อง
การดำเนินการเรื่องภาษีให้ถูกต้อง จำเป็นต้องพิจารณาทั้งในมุมของกฎหมายสถานพยาบาลและกฎหมายสรรพากรไปพร้อมกัน
ข้อกำหนดตามกฎหมายสถานพยาบาล
ตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2559) มาตรา 32 กำหนดให้สถานพยาบาลต้องแสดงอัตราค่ารักษาพยาบาล ค่าบริการ และ มาตรา 34 กำหนดให้สถานพยาบาลต้องออกใบเสร็จรับเงินและเอกสารแสดงรายละเอียดการบริการให้แก่ผู้รับบริการ สอดคล้องกับ ประกาศกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) เรื่อง การแสดงอัตราค่าบริการ เบี้ยประกัน และรายละเอียดเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล (ประกาศ ณ วันที่ 25 ธันวาคม 2563) ที่เน้นย้ำเรื่องความโปร่งใสในการออกเอกสารทางการเงิน ดังนั้นยอดที่นำมาคำนวณค่ามือหมอจะต้องตรงกับยอดใบเสร็จจริงที่ออกให้คนไข้
การหักภาษี ณ ที่จ่ายตามกฎหมายสรรพากร
ตาม คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป. 132/2546 (เรื่องการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของแพทย์และทันตแพทย์ ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2546) ประเภทเงินได้ของทันตแพทย์จะแบ่งออกเป็น
เงินได้มาตรา 40(1) : กรณีหมอเป็นพนักงานประจำของคลินิก รับเงินเดือนคลินิกต้องคำนวณหักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราก้าวหน้า
เงินได้มาตรา 40(2) : กรณีหมอรับจ้างทำของเป็นเคส ๆ หรือรับค่าตอบแทนการทำงานให้โดยไม่มีสัญญาประกอบโรคศิลปะเฉพาะ คลินิกนิติบุคคลต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3%
เงินได้มาตรา 40(6) : เงินได้จากการประกอบวิชาชีพอิสระ (วิชาชีพทันตกรรม) โดยคุณหมอเป็นผู้ตรวจรักษาและรับความเสี่ยงในการรักษาเอง คลินิกนิติบุคคลจะต้อง หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 3% พร้อมออกใบรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ใบ 50 ทวิ) ให้แก่คุณหมอเพื่อใช้ยื่นภาษีประจำปี
ให้ระบบคำนวณและออกรายงานให้หมอตรวจสอบเอง
การเปลี่ยนจากกระบวนการคำนวณด้วยมือมาใช้ระบบซอฟต์แวร์บริหารคลินิกคำนวณ DF และออกรายงานโปร่งใสให้ทันตแพทย์ตรวจสอบผ่านระบบออนไลน์ เป็นวิธีที่ช่วยลดความขัดแย้งและสร้างความไว้วางใจระหว่างคลินิกกับหมอได้อย่างยั่งยืน
ในอดีตผู้บริหารคลินิกหรือพนักงานบัญชีต้องใช้เวลาหลายวันในแต่ละสิ้นเดือนเพื่อรวบรวมใบเสร็จ สมุดใบนัด และบิลค่าแล็บมานั่งคีย์ลงตาราง Excel ซึ่งมักก่อให้เกิดข้อผิดพลาดจากมนุษย์ (Human Error) ได้ง่าย เช่น พิมพ์ตัวเลขผิด หักค่าแล็บซ้ำซ้อน หรือลืมคิดค่าส่วนลด ส่งผลให้หมอเกิดความคลางแคลงใจ
การดึงนวัตกรรมซอฟต์แวร์เข้ามาช่วยจัดการ จะช่วยให้ระบบคำนวณ DF ทำงานได้ทันทีแบบอัตโนมัติ เมื่อมีการออกใบเสร็จชำระเงิน ระบบจะผูกยอดเงินเข้ากับรหัสทันตแพทย์ผู้รักษา หักค่าแล็บที่เกี่ยวข้องตามเงื่อนไขที่ตั้งไว้ล่วงหน้า และคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3% ให้อย่างถูกต้องแม่นยำ
ยิ่งไปกว่านั้นคุณหมอยังสามารถล็อกอินเข้าดู Doctor Portal เพื่อตรวจสอบรายชื่อเคส รายได้สุทธิ และรายงานสรุป DF ประจำวันของตนเองได้ตลอดเวลา ช่วยสร้างบรรยากาศการทำงานที่เป็นมิตร และลดภาระงานเอกสารของคลินิกได้มากกว่า 80%
เช็กลิสต์ตรวจค่ามือก่อนจ่าย ยังไงให้ดูรายละเอียดอย่างรอบคอบ!
ก่อนที่ฝ่ายบัญชีหรือเจ้าของคลินิกจะทำการโอนจ่ายค่ามือให้แก่ทันตแพทย์ ควรดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องผ่านเช็กลิสต์ 5 จุดสำคัญเพื่อป้องกันการจ่ายเงินรั่วไหลหรือยอดเงินไม่ตรงกันเราขอแนะนำเช็กลิสต์ 5 จุดที่ต้องตรวจเช็กทุกครั้งก่อนอนุมัติโอนเงิน
ตรวจสอบสถานะการรับชำระเงินจริง (Payment Verification): เคสที่จะนำมาคิด DF ต้องเป็นเคสที่คนไข้ชำระเงินสด สแกนจ่าย หรือรูดบัตรเครดิตเรียบร้อยแล้วเท่านั้น
ตรวจสอบบิลค่าแล็บภายนอก (Lab Invoice Cross-check): ตรวจสอบว่าใบแจ้งหนี้จากแล็บตรงกับชื่อคนไข้ เคสของคุณหมอ และมีการหักลบยอดค่าแล็บออกจากยอดตั้งต้นถูกต้องหรือไม่
ตรวจสอบการอนุมัติส่วนลด (Discount Approval): หากเคสใดมีการให้ส่วนลดพิเศษแก่คนไข้ ได้มีการบันทึกเงื่อนไขว่าเป็นการลดในส่วนของคลินิก หรือเป็นการลดร่วมกันระหว่างคลินิกกับหมออย่างชัดเจน
ตรวจสอบสิทธิประกันสังคมและเบิกตรง (Claim Status): ในเคสประกันสังคม ต้องตรวจสอบว่ายอดเงินได้รับการอนุมัติยืนยันตามระบบของสิทธิการรักษาแล้ว
ตรวจสอบยอดหักภาษี ณ ที่จ่ายและเงินประกันเวร (Tax & Guarantee Reconciliation): คำนวณหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% ตามมาตรา 40(6) หรือ 40(2) ถูกต้องตามกฎหมาย และหากมีเงินประกันเวรล่วงหน้า ได้นำมาหักลบกันอย่างถูกต้องแล้ว
หลังได้ใบอนุญาตแล้วต้องทำอะไรต่อ!
เมื่อคลินิกได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาลและใบอนุญาตให้ดำเนินการสถานพยาบาลเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนถัดไปคือการจัดทำระบบเอกสารแสดงราคาอัตราค่าบริการ สัญญาข้อตกลงการจ่าย DF และการวางระบบบริหารจัดการคลินิกให้ถูกต้องตามกฎหมาย สบส. หลังจากได้ใบอนุญาตสถานพยาบาลตาม พ.ร.บ. สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 อย่างเป็นทางการแล้ว ผู้ประกอบการทันตกรรมทุกคนต้องรีบดำเนินการต่อใน 3 ด้านสำคัญ ดังนี้
การจัดแสดงอัตราค่าบริการและสมุดราคา : ปฏิบัติตาม มาตรา 32 แห่ง พ.ร.บ. สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 และ ประกาศกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) เรื่อง การแสดงอัตราค่าบริการฯ (ลงวันที่ 25 ธันวาคม 2563) โดยต้องติดป้ายแสดงราคาค่ารักษาพยาบาลหลักไว้ในที่เปิดเผยและเห็นได้ง่าย ณ สถานพยาบาล และจัดทำสมุดแสดงรายการค่าบริการฉบับเต็มไว้ให้ประชาชนตรวจสอบ
การจัดทำสัญญาข้อตกลงทันตแพทย์ (Doctor Agreement) : ทำหนังสือสัญญาจ้างหรือข้อตกลงร่วมให้เป็นลายลักษณ์อักษร ระบุสัดส่วนการคิด DF, เงื่อนไขการหักค่าแล็บ, กฎการผ่อนชำระของคนไข้ และประเภทเงินได้ทางภาษีอย่างชัดเจน เพื่อใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงเมื่อเกิดข้อพิพาท
การติดตั้งระบบบริหารจัดการคลินิกทันตกรรม : ติดตั้งและวางระบบดิจิทัลสำหรับการบันทึกแฟ้มประวัติคนไข้ (เวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์) ระบบออกใบเสร็จรับเงินที่ถูกต้องตามมาตรฐาน สบส. และระบบคำนวณค่ามือหมออัตโนมัติ เพื่อให้คลินิกพร้อมเปิดให้บริการอย่างมืออาชีพและตรวจสอบได้ตั้งแต่วันแรก
ให้การบริหารคลินิกทันตกรรมเป็นเรื่องง่ายและโปร่งใสด้วย Jera Dent
หากทุกคนกำลังมองหาตัวช่วยที่จะมาจัดการระบบบริหารคลินิกทันตกรรมให้เป็นเรื่องง่าย ไม่ว่าจะเป็นการบันทึกเวชระเบียนคนไข้ การนัดหมาย ระบบคลังวัสดุอุปกรณ์ ไปจนถึง ระบบคำนวณค่ามือหมอฟัน (DF) อัตโนมัติ ที่ถูกต้อง แม่นยำ และออกรายงานให้คุณหมอตรวจสอบได้เองเพื่อตัดปัญหาความขัดแย้ง
![]() | ![]() |
เราขอแนะนำ Jeradent โปรแกรมบริหารคลินิกทันตกรรมยุคใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้บริหารคลินิกและทันตแพทย์ไทยโดยเฉพาะ ช่วยให้การคำนวณ DF หักค่าแล็บ และหักภาษี ณ ที่จ่าย กลายเป็นเรื่องง่ายดายเพียงไม่กี่คลิก ป้องกันความผิดพลาด รวดเร็ว และเป็นมืออาชีพ






ความคิดเห็น