top of page
ค้นหา

คลินิกฟันคิวว่าง หาคนไข้จัดฟันและรากเทียมเพิ่มยังไง ?

รูปภาพนักเขียน: Rasita Chanratanayothin
Rasita Chanratanayothin
3 วันที่ผ่านมา
ยาว 3 นาที

ปัญหาเก้าอี้ทันตกรรมว่างในระหว่างวันถือเป็นฝันร้ายทางธุรกิจที่คอยกัดกินรายได้และสร้างต้นทุนค่าเสียโอกาสอย่างมหาศาลให้กับทุกคลินิก พวกเรามักมองว่าการเปิดไฟเก้าอี้ทิ้งไว้โดยไม่มีคนไข้นั่ง คือเรื่องของโชคชะตาหรือสภาวะเศรษฐกิจทั้งที่ในความเป็นจริงการบริหารจัดการคิวอย่างมีกลยุทธ์และการเจาะกลุ่มการรักษาที่มีมูลค่าสูง อย่างเคสจัดฟันและรากฟันเทียมสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างยั่งยืน วันนี้เราจะพาไปเจาะลึกทุกแง่มุมของการเติมคิวให้เต็มพร้อมสร้างรายได้เติบโตอย่างก้าวกระโดดให้คลินิกของทุกคน

คิวว่างเพราะอะไรแยกเป็นคนไข้ใหม่ไม่พอ vs คนไข้เก่าไม่กลับมา

สาเหตุของคิวว่างเกิดจากสองปัจจัยหลักคือ ปัญหาการดึงดูดคนไข้ใหม่ไม่ทันตามเป้าหมาย หรือปัญหาการรักษาฐานคนไข้เก่าจนเกิดอัตราการหลุดนัดและไม่กลับมาบริการซ้ำ

เมื่อพวกเราเจาะลึกโครงสร้างตารางนัดหมายจะพบว่าความแตกต่างระหว่างสองปัญหานี้ส่งผลต่อแนวทางแก้ไขอย่างสิ้นเชิง หากเป็นกรณีคนไข้ใหม่ไม่พอมักเกิดจากการตลาดภายนอก (External Marketing) ที่ขาดประสิทธิภาพการสร้างความรับรู้ของ brand ไม่กว้างพอหรือข้อเสนอการรักษาไม่ดึงดูดใจเท่าคู่แข่งทำให้ไม่มีคนไข้หน้าใหม่เข้ามาเติมในระบบทดแทนเคสที่รักษาเสร็จสิ้นลง แต่หากเป็นกรณีคนไข้เก่าไม่กลับปัญหามักเกิดจากระบบภายใน (Internal Operations) เช่น ความล่าช้าในการให้บริการ บรรยากาศที่ไม่น่าประทับใจ หรือขาดระบบการติดตามผล (Follow-up) ที่ดีจนทำให้คนไข้ละเลยการมาตรวจสุขภาพฟันประจำปีการแยกแยะสองส่วนนี้ให้ชัดเจนจะช่วยให้พวกเราวางกลยุทธ์แก้ปัญหาได้อย่างตรงจุดโดยไม่เสียเงินงบประมาณไปผิดทาง

วัดอัตราคิวว่างยังไง ควรอยู่เท่าไหร่ ?

อัตราคิวว่างวัดได้จากสูตรการคำนวณ [จำนวนชั่วโมงเก้าอี้ที่ไม่ถูกใช้งาน (Unoccupied Chair Time) ÷ จำนวนชั่วโมงเก้าอี้ที่เปิดให้บริการทั้งหมด (Total Available Chair Time)] × 100

การวัดค่านี้ช่วยให้พวกเราเห็นตัวเลขค่าเสียโอกาสที่เป็นรูปธรรมในแต่ละเดือน ตัวอย่างเช่น คลินิกมีเก้าอี้ 3 ตัว เปิดบริการวันละ 8 ชั่วโมง (รวม 24 ชั่วโมง-เก้าอี้ต่อวัน) ในหนึ่งเดือน (26 วัน) มีชั่วโมงให้บริการทั้งหมด 624 ชั่วโมง หากมีชั่วโมงที่ไม่มีคนไข้รวม 124 ชั่วโมง อัตราคิวว่างจะอยู่ที่ประมาณ 19.8%

สำหรับเกณฑ์มาตรฐานของคลินิกทันตกรรมที่มีประสิทธิภาพ อัตราคิวว่าง (Vacant Chair Rate) ควรควบคุมให้อยู่ที่ไม่เกิน 10% - 15% โดยค่า Occupancy Rate ของเก้าอี้ควรสูงเกิน 85% ขึ้นไป เพื่อให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายคงที่ (Fixed Costs) เช่น ค่าเช่าสถานที่ ค่าแรงพนักงาน และค่าเสื่อมราคาอุปกรณ์ทางการแพทย์ได้อย่างคุ้มค่าที่สุด

ดึงคนไข้เก่ากลับด้วย Recall ขูดหินปูน 6 เดือน เช็กฟัน ต่อเนื่องเคสค้าง

การดึงคนไข้เก่ากลับมาใช้บริการด้วยระบบ Recall ที่มีประสิทธิภาพ คือวิธีที่ใช้ต้นทุนต่ำที่สุดแต่สร้างผลตอบแทนได้ดีที่สุดสำหรับคลินิกทันตกรรม

พวกเราสามารถแบ่งกลุ่มคนไข้เก่าออกเป็น 3 กลุ่มหลักเพื่อวางกลยุทธ์การสื่อสารให้เหมาะสม

  1. กลุ่มครบรอบขูดหินปูนและตรวจฟัน 6 เดือน : ทันทีที่ครบกำหนด ระบบต้องส่งข้อความแจ้งเตือนอัตโนมัติพร้อมสิทธิประโยชน์พิเศษ เช่น ส่วนลดค่าตรวจสุขภาพฟัน หรือสิทธิ์จองคิวลำดับแรก

  2. กลุ่มเคสค้างรักษา (Incomplete Cases) : เช่น คนไข้ที่รักษารากฟันค้างไว้ ทำอุดฟันชั่วคราว หรือพิมพ์ปากทำฟันปลอมแล้วไม่มาใส่การติดตามกลุ่มนี้ต้องเน้นการให้ความรู้ถึงผลเสียหากทิ้งช่วงไว้นาน เช่น การสูญเสียฟันหรือค่าใช้จ่ายที่จะสูงขึ้นหากเกิดการลุกลาม

  3. กลุ่มเคสจัดฟันที่ขาดการปรับอุปกรณ์ : แจ้งเตือนถึงระยะเวลาการรักษาที่ต้องขยายออกไปหากไม่มาตามนัดเพื่อกระตุ้นให้คนไข้ตระหนักถึงความสำคัญของวินัยในการรักษา

หาคนไข้จัดฟันใหม่จากช่องทางไหน ?

การหาคนไข้จัดฟันใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในปัจจุบัน ต้องผสมผสานระหว่างช่องทางดิจิทัลคอนเทนต์ การโฆษณาแบบตรงกลุ่มเป้าหมาย และการทำการตลาดในพื้นที่ (Local SEO)

เนื่องจากการจัดฟันเป็นการตัดสินใจที่มีมูลค่าสูงและใช้ระยะเวลานาน พวกเราต้องสร้างความมั่นใจตลอดเส้นทางการตัดสินใจของคนไข้ (Customer Journey) โดยเจาะกลุ่มช่องทางหลัก ได้แก่:

  • Social Media & Short Video (TikTok, Instagram, Facebook) : ทำคอนเทนต์ รีวิว Before/After ภาพรอยยิ้มที่เปลี่ยนไป หรือคลิปให้ความรู้เกี่ยวกับการจัดฟันแบบใส (Invisalign) และการจัดฟันแบบติดแน่น โดยเน้นการขาย "ผลลัพธ์และความมั่นใจ" มากกว่าการขายตัวอุปกรณ์

  • Google Search & Google Maps (Local SEO) : คนไข้ที่ค้นหาด้วยคำว่า "คลินิกจัดฟัน ใกล้ฉัน" หรือ "จัดฟัน [ชื่อพื้นที่]" คือกลุ่มที่มีความต้องการพร้อมทำทันที (High Intent) คลินิกต้องมีหมุด Google Business Profile ที่มีรีวิวเชิงบวกและการให้ดาวสูง

  • โปรโมชันผ่อนชำระและงบประมาณที่ชัดเจน : การชูจุดขาย "ผ่อนสบาย 0%" หรือ "งบไม่ลุกลาม รายเดือนเริ่มต้น X,XXX บาท" จะช่วยลดอุปสรรคในการตัดสินใจของกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และคนเริ่มทำงานใหม่ได้เป็นอย่างดี

หาเคสรากเทียมและวีเนียร์ ต่างจากเคสทั่วไปยังไง ?

การตลาดสำหรับเคสรากเทียมและวีเนียร์ต่างจากเคสทั่วไปตรงที่กลุ่มเป้าหมายเป็นกลุ่มกำลังซื้อสูง (High Yield) ที่ไม่ได้มองหาแค่ราคาถูก แต่มองหาความน่าเชื่อถือ ความเชี่ยวชาญ และความสวยงามสมบูรณ์แบบเราต้องปรับกลยุทธ์การนำเสนอและช่องทางการสื่อสารให้แตกต่างจากเคสทั่วไป

ประเด็นเปรียบเทียบ

เคสทั่วไป (ขูดหินปูน/อุดฟัน)

เคสรากฟันเทียม และ วีเนียร์

กลุ่มเป้าหมาย

บุคคลทั่วไป ทุกกลุ่มอายุ

ผู้สูงอายุ, ผู้สูญเสียฟัน, วัยทำงานที่เน้นบุคลิกภาพ

ปัจจัยในการตัดสินใจ

ความสะดวก, ราคาเข้าถึงง่าย, รอคิวน้อย

ความเชี่ยวชาญของหมอ, ความน่าเชื่อถือ, วัสดุที่ใช้

สื่อที่ใช้ในการตลาด

โปรโมชันขูดหินปูน, ส่วนลดประกันสังคม

คอนเทนต์เจาะลึก, Case Study, วิดีโอสัมภาษณ์คนไข้จริง

การปิดการขาย

หน้าเคาน์เตอร์ หรือ นัดหมายทันที

การเข้าปรึกษา (Consultation), วางแผนด้วยดิจิทัล 3D

นอกจากนี้เรื่องของราคาวัสดุในงานรากเทียมและวีเนียร์ ถือเป็นปัจจัยที่คนไข้เปรียบเทียบอย่างหนัก โดยราคาวัสดุอุปกรณ์มีการเปลี่ยนแปลงตามผู้จำหน่ายและมาตรฐานการจัดซื้อของภาครัฐหรือเอกชน (ข้อมูลอัปเดต ณ วันที่ 13 สิงหาคม 2026 จากกระทรวงสาธารณสุขและผู้จัดจำหน่ายชั้นนำ) เช่น รากฟันเทียมเกรดมาตรฐานเอเชีย (เช่น Osstem, Dentium) มีราคาวัสดุรวมชุดอุปกรณ์และครอบฟันเฉลี่ยช่วง 28,000 - 45,000 บาท/ซี่ ขณะที่รากฟันเทียมเกรดพรีเมียมยุโรป (เช่น Straumann, Astra Tech) มีช่วงราคาวัสดุและอุปกรณ์อยู่ที่ 65,000 - 120,000 บาท/ซี่ ซึ่งราคาจริงจะปรับเปลี่ยนไปตามข้อตกลงของแต่ละผู้จำหน่าย พวกเราจึงต้องสื่อสารให้คนไข้เห็นถึงความคุ้มค่าและคุณภาพของวัสดุที่เลือกใช้

การเสนอแผนการรักษาเปลี่ยนคนไข้อุดฟันให้เป็นเคสใหญ่

การเปลี่ยนคนไข้อุดฟันธรรมดาให้เป็นเคสใหญ่ทำได้โดยการขยายมุมมองให้คนไข้เห็นปัญหาสุขภาพช่องปากในระยะยาว ผ่านการใช้ภาพถ่ายอินทราโอรัล (Intraoral Camera) หรือภาพเอ็กซเรย์ดิจิทัลประกอบการอธิบาย

เมื่อคนไข้เข้ามาด้วยอาการปวดฟันหรือต้องการอุดฟันเพียงซี่เดียว ทันตแพทย์ไม่ควรจบการรักษาแค่ซี่นั้นแล้วปล่อยคนไข้กลับบ้านแต่ควรอธิบายภาพรวมสุขภาพช่องปากอย่างเป็นระบบ ทันตแพทย์สามารถชี้ให้เห็นถึงโครงสร้างฟันที่ทรุดโทรมการสูญเสียฟันซี่ข้างเคียงที่อาจส่งผลต่อการล้มของฟัน หรือฟันแท้ที่มีรอยแตกร้าวลึกจนไม่สามารถอุดแบบปกติได้ การเสนอแผนการรักษาแบบ Comprehensive Treatment Plan ที่มีทางเลือก 2 - 3 ทางเลือก (เช่น ทางเลือกดีที่สุด, ทางเลือกปานกลาง, และทางเลือกประหยัด) พร้อมแสดงภาพการจำลองผลลัพธ์หลังการรักษา จะช่วยให้คนไข้รู้สึกว่าตนเองมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และมองเห็นประโยชน์ของการขยับไปทำเคสใหญ่ เช่น การทำครอบฟัน สะพานฟัน หรือการฝังรากเทียมเพื่อประสิทธิภาพการเคี้ยวที่ดีขึ้น

ลด No-Show ด้วยการเตือนนัดอัตโนมัติ

การเตือนนัดอัตโนมัติช่วยลดอัตราการขาดนัด (No-Show) ได้ทันที 50% - 80% โดยเป็นการส่งข้อความแจ้งเตือนล่วงหน้าผ่านช่องทางที่คนไข้ใช้งานจริง เช่น LINE Official Account หรือ SMS

ปัญหาคนไข้นัดแล้วไม่มา (No-Show) หรือยกเลิกนัดกะทันหันคือตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดช่องว่างในตาราง Chair Time โดยเฉพาะเคสยาว ๆ อย่างการปักรากเทียมหรือพิมพ์ปากจัดฟันการใช้ระบบเตือนนัดอัตโนมัติควรวางเงื่อนไขเวลาอย่างแม่นยำ

  1. แจ้งเตือนล่วงหน้า 3 วัน เพื่อให้คนไข้ตรวจสอบตารางงาน และกด "ยืนยัน" หรือ "ขอย้ายนัด"

  2. แจ้งเตือนล่วงหน้า 1 วัน พร้อมระบุแผนที่คลินิกและข้อปฏิบัติตนก่อนมาพบหมอ

  3. หากคนไข้ขอย้ายนัด ระบบจะส่งสล็อตคิวว่างนั้นไปเสนอให้กับคนไข้ในรายการรอคิว (Waitlist) ทันที ทำให้เก้าอี้ทำฟันไม่ว่างเปล่าโดยเสียประโยชน์ 

กำไรต่อ Chair Time ไม่ใช่กำไรต่อเคส

มุมมองที่คลินิกส่วนใหญ่พลาดคือการโฟกัสกำไรเป็นตัวเงินต่อเคส มากกว่าการคำนวณกำไรต่อชั่วโมงการใช้งานเก้าอี้ (Profit per Chair Time) ซึ่งเป็นตัววัดประสิทธิภาพการทำกำไรที่แท้จริง

เคสขนาดใหญ่ที่มีราคาสูง ไม่ได้หมายความว่าจะสร้างกำไรสุทธิให้คลินิกได้ดีที่สุดเสมอไป หากเคสนั้นใช้เวลาเก้าอี้ยาวนานเกินไปจนเสียโอกาสในการรับเคสอื่นตัวอย่างเช่น เคสทำครอบฟันราคา 12,000 บาท ที่ต้องใช้เวลา Chair Time รวม 3 ชั่วโมง (กำไรต่อชั่วโมง = 4,000 บาท) เมื่อเทียบกับเคสจัดฟันดึงยางปรับอุปกรณ์ ราคา 1,500 บาท แต่ใช้เวลา Chair Time เพียง 15 นาที (กำไรต่อชั่วโมง = 6,000 บาท) จะเห็นได้ว่าเคสจัดฟันสร้างรายได้และกำไรต่อหน่วยเวลาของเก้าอี้สูงกว่าอย่างชัดเจน

ดังนั้นการบริหารจัดการคลินิกยุคใหม่พวกเราต้องคำนวณต้นทุนการเปิดเก้าอี้ต่อชั่วโมง (Cost per Chair Hour) และวางตารางจัดสรรเคสหนัก-เบาให้สอดคล้องกัน เพื่อสร้างกำไรสุทธิสูงสุดต่อชั่วโมงบริการ ไม่ใช่ดูเพียงแค่ตัวเลขราคาขายของเคสนั้น ๆ

จุดเชื่อมระบบรายงานทำยังไงให้การทำงานราบรื่น

ระบบรายงานข้อมูลที่เป็นอัตโนมัติและแม่นยำคือหัวใจสำคัญในการเชื่อมโยงข้อมูลคนไข้ ตารางนัดหมาย และการวิเคราะห์รายได้ให้ทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่อ

หากคลินิกยังใช้การบันทึกข้อมูลลงกระดาษหรือโปรแกรมสเปรดชีตที่แยกส่วนกัน ผู้บริหารจะไม่มีทางเห็นภาพรวมของคิวว่างและอัตรา No-Show ได้แบบ Real-time ระบบรายงานที่ดีต้องสามารถรวบรวมข้อมูลตั้งแต่จุดเริ่มแรกที่คนไข้ติดต่อเข้ามา อัตราการแปลงเป็นนัดหมาย (Conversion Rate) ประวัติการเข้าใช้บริการ การปฏิเสธแผนการรักษา ไปจนถึงยอดปฏิเสธคิว เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ว่าช่วงเวลาใดของสัปดาห์ที่มีคิวว่างมากที่สุดและเคสประเภทใดที่สร้างรายได้ต่อ Chair Time สูงสุดการมีระบบรายงานที่สอดคล้องกันนี้จะช่วยให้พวกเราวางแผนการตลาดล่วงหน้าและปรับกลยุทธ์การจัดคิวได้อย่างแม่นยำและทันท่วงที

แผน 30 วันเติมคิวให้เต็มตลอดเวลาทำยังไงได้บ้าง!

การเปลี่ยนคลินิกคิวว่างให้กลายเป็นคลินิกคิวเต็ม สามารถทำได้จริงภายใน 30 วัน หากพวกเราดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการที่ชัดเจนทีละสัปดาห์ดังนี้

  • สัปดาห์ที่ 1 (วันที 1 - 7) : เคลียร์ข้อมูลและตั้งระบบเตือนนัด ทำการคัดแยกรายชื่อคนไข้เก่าในระบบ รวบรวมรายชื่อเคสค้างรักษา และคนไข้ที่ขาดการตรวจสุขภาพฟันเกิน 6 เดือน พร้อมทั้งติดตั้งระบบส่งข้อความเตือนนัดอัตโนมัติเพื่อหยุดการรั่วไหลของคิว No-Show

  • สัปดาห์ที่ 2 (วันที่ 8 - 14) : เปิดแคมเปญ Recall และส่งข้อความตรง ยิงข้อความกระตุ้นคนไข้เก่ากลับมาบริการขูดหินปูน ตรวจฟัน หรือรักษาเคสค้าง พร้อมมอบข้อเสนอพิเศษในการปรึกษาจัดฟันหรือรากฟันเทียมฟรีสำหรับคนไข้เก่าและครอบครัว

  • สัปดาห์ที่ 3 (วันที่ 15 - 21) : อัปเกรดการตลาดออนไลน์เจาะเคสใหญ่ ปล่อย คอนเทนต์ Before/After จัดฟันและรากฟันเทียม ลงในสื่อออนไลน์ พร้อมปรับแต่งหมุด Google Business Profile และยิงโฆษณา Local Ads เจาะกลุ่มคนในพื้นที่รอบคลินิกระยะ 5-10 กิโลเมตร

  • สัปดาห์ที่ 4 (วันที่ 22 - 30) : เทรนทีมงานและประเมินกำไรต่อ Chair Time อบรมทันตแพทย์และผู้ช่วยในการนำเสนอแผนการรักษาแบบภาพรวม (Comprehensive Treatment Plan) นำระบบนำเสนอภาพถ่ายช่องปากมาใช้ พร้อมทั้งประเมินผลรายงานกำไรต่อ Chair Time เพื่อปรับตารางนัดหมายในเดือนถัดไปให้มีประสิทธิภาพสูงสุด 

บริหารคลินิกทันตกรรมยุคใหม่ให้คิวเต็มและเติบโตอย่างยั่งยืนด้วย JERA Dent  

หากทุกคนกำลังประสบปัญหาคิวว่าง คนไข้ขาดนัดจัดการยาก หรือไม่มีระบบรายงานที่ช่วยวิเคราะห์กำไรต่อ Chair Time ได้อย่างแม่นยำ JERA Dent พร้อมเป็นผู้ช่วยกู้วิกฤตและขับเคลื่อนคลินิกทันตกรรมของทุกคนให้ก้าวไปอีกขั้น

JERA Dent คือบริหารจัดการคลินิกทำฟันที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทันตแพทย์และผู้บริหารคลินิกยุคใหม่โดยเฉพาะ ด้วยฟังก์ชันการทำงานที่ครอบคลุมทุกมิติ

  • ระบบนัดหมายอัจฉริยะ & เตือนนัดอัตโนมัติ: ลดอัตรา No-Show อย่างเห็นผลด้วยการเชื่อมต่อระบบแจ้งเตือนผ่าน LINE Official Account ส่งข้อความยืนยันนัดและเตือนนัดล่วงหน้าให้คนไข้โดยอัตโนมัติ

  • ระบบบริหารคิวและจัดการ Chair Time: ช่วยจัดการตารางเก้าอี้ทำฟัน มองเห็นช่องว่างของคิวได้ทันที ช่วยให้เจ้าหน้าที่เคาน์เตอร์เติมคิวแทรกหรือบริหาร Waitlist ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • ระบบ Recall คนไข้เก่าอัตโนมัติ: คัดกรองและส่งข้อความสะกิดคนไข้ที่ครบรอบ 6 เดือน หรือเคสค้างรักษา ให้กลับมารับบริการซ้ำอย่างเป็นระบบโดยไม่ต้องใช้แรงงานพนักงานนั่งไล่โทรตาม

  • ระบบรายงานและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก: ประมวลผลรายงานรายได้ ประวัติการรักษา เคสจัดฟัน รากฟันเทียม และวิเคราะห์ประสิทธิภาพการใช้เก้าอี้ทำฟัน ช่วยให้เห็นกำไรสุทธิที่แท้จริงเพื่อนำไปวางแผนธุรกิจได้อย่างแม่นยำ

  • ใช้งานง่าย สดใส ปลอดภัยบน Cloud: เข้าถึงข้อมูลได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านระบบคลาวด์ที่มีความปลอดภัยสูง อินเทอร์เฟซสบายตา พนักงานเคาน์เตอร์และผู้ช่วยสามารถเรียนรู้และใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้เวลาฝึกฝนยาวนาน

ย้ายคลินิกของทุกคนเข้าสู่อยุคดิจิทัลอย่างมืออาชีพ หยุดการสูญเสียรายได้จากคิวว่างวันนี้ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติม ทดลองใช้งาน หรือติดต่อทีมงานเพื่อขอสาธิตระบบได้ที่ JERA Dent

 
 
 

ความคิดเห็น


นัด Demo รับสิทธิ์ใช้ฟรี 1 เดือน
บริษัท ละมุนภัณฑ์  ไอที จำกัด

245/68 ซอยรามคำแหง 112ถนนรามคำแหง

แขวง/เขตสะพานสูง กรุงเทพมหานคร 10240

*สิทธิพิเศษเฉพาะลงทะเบียนผ่านช่องทางนี้เท่านั้น (เมื่อสมัคร Package รายปีแบบใดก็ได้)

ขอบคุณสำหรับข้อมูล เราจะรีบติดต่อกลับหาคุณโดยเร็วที่สุด!!

JERA Dent ระบบบริหารคลินิกทันตกรรม
LINKS
ABOUT

LAMUNPUN IT Co., Ltd.

e-mail: sales@jeracloud.com

Tel: 02-055-6285

245/68 Ramkhamhaeng 112 Alley, Saphan Sung, Bangkok 10240, Thailand

SOCIAL
  • contact:line
  • contact:facebook
  • contact:youtube

© Copyright 2017-2022 JERA Dent All Rights Reserved, Developed by LAMUNPUN IT Co., Ltd.

bottom of page