ใบอนุญาตเปิดคลินิกทันตกรรม เอกสารและขั้นตอนครบทุกใบ!

สำหรับการขอใบอนุญาตเปิดคลินิกทันตกรรม เอกสาร รวมไปถึงขั้นตอนว่าถ้าจะขอเอกสารว่าทำยังไงถึงจะได้ใบขออนุญาตมา วันนี้เราเลยรวมทุกอย่างมาให้ในที่เดียวใครที่เป็นเจ้าของธุรกิจ หรืออยากจะเปิดคลินิกแนะนำว่าไม่ควรพลาดเลยค่ะ
เปิดคลินิกทันตกรรมต้องมีใบอนุญาตกี่ใบ ?
การเปิดคลินิกทันตกรรมทั่วไปจำเป็นต้องมีใบอนุญาตหลักทั้งหมด 2 ใบ ได้แก่ ใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาล (แบบ ส.พ.7) และใบอนุญาตให้ดำเนินการสถานพยาบาล (แบบ ส.พ.19) แต่หากคลินิกทันตกรรมของทุกคนมีการติดตั้งเครื่องเอกซเรย์ฟันและจัดเก็บขยะติดเชื้อ จะต้องมีใบอนุญาตและหนังสือรับรองที่เกี่ยวข้องรวมทั้งสิ้น 4 ใบ
การเปิดคลินิกทันตกรรมไม่ได้เป็นเพียงการตกแต่งสถานที่ ซื้อยูนิตทำฟัน และเชิญทันตแพทย์มาออกตรวจเท่านั้น แต่เป็นสถานพยาบาลที่ต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกฎหมายอย่างเคร่งครัด ตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2559 เพื่อความปลอดภัยของผู้รับบริการ หากแบ่งตามข้อกำหนดทางกฎหมาย เราสามารถสรุปใบอนุญาตและเอกสารสำคัญที่ต้องมีได้
ใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาล (แบบ ส.พ.7): ออกตามความในมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 ใบอนุญาตใบนี้ถือเป็น "ใบอนุญาตของสถานที่และตัวคลินิก" ออกให้แก่ผู้รับอนุญาต (ซึ่งจะเป็นบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล เช่น บริษัท จำกัด ก็ได้) ใบอนุญาตนี้จะมีอายุ 5 ปี นับแต่วันที่ออกใบอนุญาต
ใบอนุญาตให้ดำเนินการสถานพยาบาล (แบบ ส.พ.19): ออกตามความในมาตรา 24 และมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 ใบอนุญาตใบนี้ถือเป็น "ใบอนุญาตของผู้ควบคุมวิชาชีพ" ออกให้แก่ทันตแพทย์ผู้มีใบประกอบวิชาชีพทันตกรรมที่ทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินการสถานพยาบาล ใบอนุญาตนี้มีอายุ 1 ปี และต้องชำระค่าธรรมเนียมต่ออายุทุกปี
ใบอนุญาตเกี่ยวกับเครื่องกำเนิดรังสี (เครื่องเอกซเรย์ทันตกรรม): หากคลินิกมีการติดตั้งเครื่องเอกซเรย์ฟัน (ไม่ว่าจะเป็นแบบ Intraoral, OPG 2D หรือ CBCT 3D) จะต้องยื่นขอใบแจ้งหรือใบอนุญาตครอบครองและใช้งานเครื่องกำเนิดรังสี ตามพระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. 2559 จากสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (สทป.) หรือผ่านการตรวจรับรองความปลอดภัยของห้องและเครื่องเอกซเรย์จากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
หนังสือรับรองการแจ้งจัดเก็บและขนถ่ายขยะติดเชื้อ: ออกตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 โดยคลินิกต้องทำสัญญาว่าจ้างบริษัทเอกชนหรือหน่วยงานของรัฐ (เช่น เทศบาล อบต. หรือกรุงเทพมหานคร) ที่ได้รับใบอนุญาตขนถ่ายมูลฝอยติดเชื้อ เพื่อนำขยะติดเชื้อทางทันตกรรมไปกำจัดอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ใบอนุญาตแต่ละใบคืออะไร ขอที่ไหน ค่าธรรมเนียมเท่าไหร่
ใบอนุญาตแต่ละใบมีวัตถุประสงค์ในการควบคุมมาตรฐานการให้บริการและความปลอดภัยที่แตกต่างกัน โดยสามารถยื่นขอได้ที่กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กรุงเทพฯ) หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (ต่างจังหวัด) มีอัตราค่าธรรมเนียมรัฐบาลเริ่มต้นที่ 200 ถึง 1,000 บาทต่อรายการ เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพรวมของใบอนุญาต ค่าธรรมเนียม และสถานที่ยื่นขอได้อย่างชัดเจน เราได้สรุปข้อมูลสำคัญไว้ในตารางด้านล่างนี้ (อ้างอิงตามกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมสำหรับสถานพยาบาล และข้อมูลกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ณ ปี พ.ศ. 2567-2569)
ประเภทใบอนุญาต / เอกสาร | ชื่อแบบฟอร์ม | หน่วยงานที่รับยื่น | ค่าธรรมเนียม (บาท) | อายุใบอนุญาต / การต่ออายุ |
ใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาล | แบบ ส.พ.1 (รับใบ ส.พ.7) | กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) / สสจ. ในพื้นที่ | 1,000 บาท | 5 ปี (ชำระค่าธรรมเนียมรายปี 500 บาท/ปี) |
ใบอนุญาตให้ดำเนินการสถานพยาบาล | แบบ ส.พ.17 (รับใบ ส.พ.19) | กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) / สสจ. ในพื้นที่ | 250 บาท | 1 ปี (ต่ออายุทุกปี) |
สมุดทะเบียนสถานพยาบาล | แบบ ส.พ.8 | กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) / สสจ. ในพื้นที่ | 200 บาท | ตลอดอายุการเปิดสถานพยาบาล |
ใบแจ้ง/ใบอนุญาตครองครองเครื่องกำเนิดรังสี | แบบคำขอ สทป. / กรมวิทย์ฯ | สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (สทป.) / กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ | 200 - 1,000 บาท (ตามประเภทเครื่อง) | 3 - 5 ปี (ขึ้นอยู่กับประเภทใบอนุญาต) |
หนังสือรับรองการจัดเก็บมูลฝอยติดเชื้อ | คำร้องขอใบอนุญาตขนส่งมูลฝอยติดเชื้อ | สำนักงานเขต (กทม.) / เทศบาล / อบต. เจ้าของพื้นที่ | ตามอัตราท้องถิ่น (ประมาณ 500 - 2,000 บาท/ปี) | 1 ปี |
เช็กลิสต์เอกสารที่ต้องเตรียมทั้งหมด จดได้เลยเอามาให้ครบแบบไม่หลุด!
การเตรียมเอกสารสำหรับขอเปิดคลินิกทันตกรรมต้องแบ่งออกเป็น 3 หมวดหลัก ได้แก่ เอกสารของผู้ขอประกอบกิจการ (ผู้รับอนุญาต) เอกสารของทันตแพทย์ผู้ดำเนินการ และเอกสารแผนผังสถานที่พร้อมอุปกรณ์การแพทย์ เราแนะนำให้ทุกคนเตรียมเอกสารลงในแฟ้มแยกหมวดหมู่ให้เรียบร้อยเพื่อความรวดเร็วในการยื่นตรวจ
1. เอกสารส่วนของผู้รับอนุญาตประกอบกิจการ (แบบ ส.พ.1)
กรณีบุคคลธรรมดา
สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้าน (พร้อมลงนามรับรองสำเนาถูกต้อง)
ใบรับรองแพทย์ของผู้รับอนุญาต (ออกโดยสถานพยาบาลของรัฐหรือเอกชน อายุไม่เกิน 1 เดือน)
สัญญาเช่าอาคาร หรือหนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่ พร้อมสำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านของผู้ให้เช่า/เจ้าของอาคาร
สำเนาทะเบียนบ้านของสถานที่ตั้งคลินิกทันตกรรม
กรณีนิติบุคคล (บริษัท / ห้างหุ้นส่วนจำกัด)
สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล (ออกไว้ไม่เกิน 3 เดือน) พร้อมวัตถุประสงค์การจัดตั้งที่ระบุการประกอบกิจการสถานพยาบาล
สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5)
สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและทะเบียนบ้านของกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันนิติบุคคล
2. เอกสารส่วนของผู้ดำเนินการสถานพยาบาล (แบบ ส.พ.17)
สำเนาใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรม (ออกโดยทันตแพทยสภา)
สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้าน
ใบรับรองแพทย์ของผู้ดำเนินการ (ระบุว่าไม่เป็นโรคอันเป็นอุปสรรคต่อการประกอบวิชาชีพ)
หนังสือยินยอมให้เป็นผู้ดำเนินการสถานพยาบาล
รูปถ่ายหน้าตรง ไม่สวมหมวก ไม่ใส่แว่นตาดำ ขนาด 8 x 13 เซนติเมตร จำนวน 2 รูป และขนาด 1 นิ้ว จำนวน 3 รูป (ถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือน)
ตารางเวลาการปฏิบัติงานของผู้ดำเนินการในคลินิก (ต้องไม่ซ้ำซ้อนกับเวลาทำงานประจำในหน่วยงานอื่น)
3. เอกสารสถานที่ แบบแปลน และอุปกรณ์เครื่องมือ
แผนที่แสดงตำแหน่งที่ตั้งของคลินิกทันตกรรมและสิ่งปลูกสร้างใกล้เคียง พร้อมระบุพิกัด GPS
แผนผังแสดงโครงสร้างภายในคลินิก (Floor Plan) มาตราส่วน 1:100 ระบุตำแหน่งห้องตรวจทันตกรรม, จุดวางยูนิตฟัน, ห้องเอกซเรย์, ห้องล้างเครื่องมือ (Sterilization Room), ห้องพักขยะติดเชื้อ และจุดรอรับบริการ
รายการเครื่องมือแพทย์ เอกสารใบอนุญาตนำเข้าหรือใบรับรองมาตรฐานของยูนิตทำฟันและเครื่องมือแพทย์ (ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขายเครื่องมือแพทย์ทางทันตกรรม พ.ศ. 2567)
สำเนาสัญญาจ้างบริษัทกำจัดมูลฝอยติดเชื้อ พร้อมใบอนุญาตของบริษัทคู่สัญญา

ขั้นตอนตั้งแต่ยื่นจนได้ใบ ใช้เวลากี่วัน!
ขั้นตอนการขอใบอนุญาตเปิดคลินิกทันตกรรมตั้งแต่เริ่มต้นยื่นเอกสาร ตรวจประเมินสถานที่ จนถึงวันที่ได้รับใบอนุญาต จะใช้ระยะเวลาโดยรวมประมาณ 30 ถึง 45 วันทำการ หากเอกสารครบถ้วนและสถานที่ผ่านเกณฑ์การตรวจในรอบแรก เพื่อให้ทุกคนวางแผนการเปิดคลินิกได้ทันตามกำหนด เราได้สรุปไทม์ไลน์ขั้นตอนการดำเนินงานอ้างอิงตามคู่มือการให้บริการประชาชนของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ

ระยะที่ 1 : การเตรียมการและยื่นคำขอ (ประมาณ 1 - 10 วัน): ออกแบบและตกแต่งคลินิกให้ตรงตามมาตรฐาน สบส. จากนั้นยื่นแบบคำขอ ส.พ.1 และ ส.พ.17 พร้อมเอกสารประกอบผ่านระบบ E-Service หรือยื่น ณ ศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ สบส. / สสจ. ประจำจังหวัด
ระยะที่ 2 : การตรวจสอบเอกสาร (ประมาณ 3 - 5 วันทำการ): พนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 45 แห่ง พ.ร.บ. สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 ตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารหลักฐาน หากถูกต้องครบถ้วน เจ้าหน้าที่จะนัดหมายวันเวลาเข้าตรวจประเมินสถานที่จริง
ระยะที่ 3 : การลงพื้นที่ตรวจประเมินสถานที่จริง (ประมาณ 7 - 10 วันทำการ): เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจคลินิกทันตกรรมตามแบบตรวจมาตรฐานสถานพยาบาล (Checklist) เช่น ตรวจสอบระบบระบายอากาศ ระยะห่างยูนิตทำฟัน ผนังห้องเอกซเรย์ และระบบล้างทำความสะอาดเครื่องมือ
ระยะที่ 4 : การปรับปรุงแก้ไข (กรณีไม่ผ่านในรอบแรก) (ประมาณ 15 - 30 วัน): หากพบข้อบกพร่อง เจ้าหน้าที่จะแจ้งรายการให้ผู้ขออนุญาตดำเนินการแก้ไขให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด
ระยะที่ 5 : การเสนอคณะกรรมการ อนุมัติ และออกใบอนุญาต (ประมาณ 7 - 10 วันทำการ): เมื่อสถานที่ผ่านการตรวจประเมิน เรื่องจะถูกเสนอต่อผู้อนุมัติเพื่อลงนาม จากนั้นผู้ขออนุญาตจะได้รับแจ้งให้มาชำระค่าธรรมเนียมและรับใบอนุญาต ส.พ.7, ส.พ.19 และสมุดทะเบียนสถานพยาบาล (ส.พ.8) เพื่อเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ
ข้อกำหนดเรื่องสถานที่ที่มักไม่ผ่าน
สถานที่ตั้งคลินิกทันตกรรมต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขและประกาศกรมสนับสนุนบริการสุขภาพเรื่องมาตรฐานสถานที่สถานพยาบาลประเภทที่ไม่รับผู้ป่วยไว้ค้างคืนอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะเรื่องพื้นที่ยูนิตทำฟัน ห้องเอกซเรย์ และระบบสุขาภิบาล
จากประสบการณ์ที่ผู้ประกอบการหลายท่านยื่นขออนุญาตแล้วไม่ผ่านในรอบแรก เราพบว่ามักเกิดจากข้อกำหนดด้านสถานที่ในจุดสำคัญ
ขนาดพื้นที่ห้องตรวจและระยะห่างของยูนิตทันตกรรม
ยูนิตทำฟัน 1 ยูนิต ต้องมีพื้นที่ปฏิบัติงานไม่น้อยกว่า 8 - 10 ตารางเมตร หากมียูนิตฟันมากกว่า 1 ยูนิตในห้องเดียวกัน ระยะห่างระหว่างศูนย์กลางของแต่ละยูนิตต้องไม่น้อยกว่า 1.5 - 2.0 เมตร หรือต้องมีฉากกั้นที่ทำความสะอาดง่าย เพื่อป้องกันการปนเปื้อนข้าม (Cross Contamination) ตามแนวทาง Dental Safety Goals & Guidelines (DSG) ของทันตแพทยสภา
โครงสร้างห้องเอกซเรย์และการป้องกันรังสี
ผนังห้องเอกซเรย์ต้องสามารถป้องกันการรัวไหลของรังสีเอกซ์ได้ โดยทั่วไปต้องเป็นผนังคอนกรีตหนาไม่น้อยกว่า 10-15 เซนติเมตร หรือผนังกรุแผ่นตะกั่วความหนาไม่น้อยกว่า 1.5 - 2.0 มิลลิเมตร ประตูห้องต้องบุตะกั่วและมีช่องมองกระจกตะกั่ว พร้อมติดตั้งสัญญาณไฟเตือนสีแดง "ขณะเอกซเรย์" และป้ายสัญลักษณ์รังสีหน้าห้องอย่างชัดเจน
การแบ่งโซนห้องล้างทำความสะอาดเครื่องมือ (Sterilization Room)
ต้องมีการแบ่งพื้นที่เป็นโซนเปียก/โซนสกปรก (Dirty Area) สำหรับล้างเครื่องมือ และโซนสะอาด (Clean Area) สำหรับการอบนึ่งฆ่าเชื้อด้วยเครื่อง Autoclave และบรรจุซองบรรจุภัณฑ์อย่างชัดเจน ต้องมีอ่างล้างเครื่องมือที่ใช้ก๊อกน้ำแบบไม่ใช้มือสัมผัส (เช่น ก๊อกใช้เท้าเหยียบ หรือก๊อกเซนเซอร์)
ห้องพักขยะติดเชื้อและระบบขยะ
ต้องจัดให้มีห้องหรือตู้สำหรับจัดเก็บมูลฝอยติดเชื้อเป็นการเฉพาะ มิดชิด ป้องกันสัตว์แมลงนำโรค มีป้ายระบุ "สถานที่เก็บมูลฝอยติดเชื้อ" ชัดเจน และต้องแยกถังขยะติดเชื้อ (ถังสีแดง) ออกจากถังขยะทั่วไปอย่างถูกต้อง
ระบบการถ่ายเทอากาศและการหมุนเวียนอากาศ (Ventilation)
ห้องตรวจทันตกรรมและห้องทำหัตถการที่มีการฟุ้งกระจายของละอองน้ำและน้ำลาย (Aerosol Generating Procedures) ต้องมีระบบระบายอากาศที่มีอัตราการแลกเปลี่ยนอากาศ (Air Change per Hour - ACH) เหมาะสม เพื่อความปลอดภัยของบุคลากรและผู้ป่วย
ผู้ดำเนินการคลินิกทันตกรรมคือใคร คุณสมบัติอะไรบ้าง ?
ผู้ดำเนินการสถานพยาบาลตามมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 คือ ทันตแพทย์ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทันตกรรมจากทันตแพทยสภา ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการควบคุมดูแลการให้บริการและมาตรฐานวิชาชีพภายในคลินิก กฎหมายกำหนดให้คลินิกทันตกรรมทุกแห่งต้องมีผู้ดำเนินการสถานพยาบาลประจำอยู่ตลอดเวลาที่เปิดให้บริการ โดยมีรายละเอียดคุณสมบัติและหน้าที่
คุณสมบัติตามกฎหมายของผู้ดำเนินการ (มาตรา 25)
เป็นผู้ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรม จากทันตแพทยสภา และใบอนุญาตยังมีผลบังคับใช้ ไม่ถูกสั่งพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาต
มีใบรับรองแพทย์ยืนยันว่ามีสุขภาพร่างกายและจิตใจแข็งแรง ไม่เป็นโรคอันเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงานและการควบคุมดูแลสถานพยาบาล
ไม่เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีที่เกี่ยวข้องกับการประกอบวิชาชีพ หรือคดีความผิดตามกฎหมายสถานพยาบาล
ต้องมีเวลาปฏิบัติงานควบคุมดูแลคลินิกอย่างใกล้ชิด ตามวันและเวลาที่ยื่นขออนุญาตไว้ โดยเวลาดังกล่าวต้องไม่ไปซ้อนทับกับเวลาปฏิบัติงานประจำในโรงพยาบาลรัฐหรือหน่วยงานอื่น
หน้าที่ความรับผิดชอบหลักของผู้ดำเนินการ
ควบคุมดูแลการประกอบวิชาชีพทันตกรรมในคลินิกให้เป็นไปตามมาตรฐานจริยธรรมและ Dental Safety Goals & Guidelines (DSG)
ควบคุมดูแลบุคลากร ผู้ช่วยทันตแพทย์ และเจ้าหน้าที่ให้ปฏิบัติตามมาตรฐานมาตรการความปลอดภัยและการควบคุมการติดเชื้อ
ควบคุมการจัดซื้อ การจัดเก็บ และการจ่ายยา เวชภัณฑ์ เครื่องมือแพทย์ ให้ถูกต้องตามกฎหมาย อย. และไม่ใช้ยาหมดอายุ
จัดทำและควบคุมดูแลระบบเวชระเบียนผู้ป่วย (Patient Records) ประวัติการรักษา ฟิล์มเอกซเรย์ และหนังสือยินยอมรับการรักษา (Informed Consent) ให้ถูกต้องสมบูรณ์
จัดทำรายงานประจำปี (แบบ ส.พ.23) ยื่นต่อกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ หรือ สสจ. ประจำจังหวัดทุกสิ้นปี
5 เหตุผลที่ทำให้ยื่นไม่ผ่านรอบแรกและทุกคนควรรู้
สาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้การยื่นขอใบอนุญาตเปิดคลินิกทันตกรรมถูกปฏิเสธหรือไม่ผ่านการตรวจประเมินในรอบแรก เกิดจากความไม่สอดคล้องกันระหว่างแบบแปลนกับสถานที่จริง ระบบความปลอดภัยรังสี และการจัดทำเอกสารสัญญาไม่ครบถ้วน เราได้รวบรวม 5 จุดผิดพลาดที่พบได้บ่อยที่สุด เพื่อให้ทุกคนสามารถระวังและป้องกันได้ล่วงหน้า
แบบแปลนผังอาคาร (Floor Plan) ไม่ตรงกับสถานที่จริง : เกิดจากการยื่นแบบแปลนสเกล 1:100 ให้เจ้าหน้าที่ดูอย่างหนึ่ง แต่เมื่อตกแต่งจริงกลับมีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งผนังห้อง ย้ายจุดตั้งยูนิตฟัน หรือเปลี่ยนตำแหน่งประตู ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถอนุมัติได้จนกว่าจะแก้ไขแบบแปลนหรือปรับปรุงสถานที่ให้ตรงกัน
ห้องเอกซเรย์ผ่านการทดสอบรังสีไม่ผ่านเกณฑ์ : ไม่มีใบรายงานผลการทดสอบการรั่วไหลของรังสี (Radiation Leakage Test Report) จากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ หรือมีการรั่วไหลของรังสีบริเวณขอบประตูและช่องระบายอากาศ เนื่องจากติดตั้งแผ่นตะกั่วไม่มิดชิด
ไม่มีสัญญาจัดการขยะติดเชื้อที่ถูกต้องตามกฎหมาย : ไม่ได้ทำสัญญว่าจ้างบริษัทเอกชนหรือหน่วยงานท้องถิ่นที่มีใบอนุญาตขนถ่ายมูลฝอยติดเชื้อ หรือสัญญาหมดอายุ รวมถึงสถานที่เก็บขยะติดเชื้อไม่มีประตูปิดมิดชิดและไม่มีป้ายเตือน
เครื่องมือแพทย์และยูนิตทำฟันไม่มีเอกสารรับรอง อย. : เลือกซื้อเครื่องมือแพทย์หรือยูนิตทำฟันมือสอง หรือนำเข้าจากต่างประเทศผ่านผู้จำหน่ายที่ไม่ได้รับอนุญาต ส่งผลให้ไม่มีหนังสือรับรองมาตรฐานเครื่องมือแพทย์ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2567
ตารางเวลาของผู้ดำเนินการซ้อนทับกับงานประจำ : ทันตแพทย์ผู้ดำเนินการยื่นเวลาปฏิบัติงานในคลินิกตรงกับเวลาทำงานประจำในโรงพยาบาลของรัฐ หรือเป็นผู้ดำเนินการคลินิกแห่งอื่นอยู่แล้ว ซึ่งขัดต่อข้อกฎหมายในการเป็นผู้ดำเนินการสถานพยาบาล
หลังได้ใบอนุญาตแล้วต้องทำอะไรต่อ!
ภายหลังได้รับใบอนุญาต ส.พ.7 และ ส.พ.19 เรียบร้อยแล้ว ผู้รับอนุญาตและผู้ดำเนินการต้องดำเนินการแสดงใบอนุญาต ติดป้ายชื่อสถานพยาบาล จัดตั้งระบบเวชระเบียนผู้ป่วย และเตรียมพร้อมสำหรับการชำระค่าธรรมเนียมต่ออายุประจำปี
การได้รับใบอนุญาตเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเปิดบริการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย หลังจากนั้นทุกคนจะต้องดำเนินการตามข้อกำหนดดังต่อไปนี้อย่างเคร่งครัด
การติดแสดงใบอนุญาตและป้ายชื่อสถานพยาบาล (ตามมาตรา 32)
แสดงใบอนุญาต : นำใบอนุญาตประกอบกิจการ (ส.พ.7) ใบอนุญาตให้ดำเนินการ (ส.พ.19) รูปถ่ายผู้ดำเนินการ และรูปถ่ายทันตแพทย์ที่ออกตรวจ แขวนไว้ในที่เปิดเผยและเห็นได้ชัดเจนบริเวณจุดต้อนรับผู้ป่วย
ติดป้ายชื่อหน้าคลินิก (แบบ ส.พ.12) : ป้ายชื่อคลินิกทันตกรรมหน้าอาคารต้องมีขนาด สี และข้อความตามที่กฎหมายกำหนด สำหรับสถานพยาบาลประเภทไม่รับผู้ป่วยไว้ค้างคืน ต้องใช้แผ่นป้ายพื้นสีขาว ตัวอักษรสีน้ำเงิน ระบุชื่อคลินิก เลขที่ใบอนุญาต 11 หลัก และประเภทของสถานพยาบาลให้ชัดเจน
แสดงอัตราค่าบริการ : ติดตั้งป้ายหรือจัดทำหนังสือแสดงอัตราค่าธรรมเนียมการรักษาพยาบาล ค่าบริการทันตกรรม และสิทธิของผู้ป่วยให้ผู้รับบริการตรวจสอบได้ง่าย
การจัดทำระบบบริหารจัดการเวชระเบียนผู้ป่วย
ตามข้อกำหนด Dental Safety Goals (DSG 2024) คลินิกทันตกรรมต้องมีการจัดเก็บประวัติการรักษาผู้ป่วย (Patient Chart), แผนการรักษา, ฟิล์มเอกซเรย์ และหนังสือยินยอมรับการรักษา (Informed Consent) อย่างเป็นระบบ และเก็บรักษาไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี เพื่อประโยชน์ในการรักษาและความถูกต้องทางกฎหมาย
การชำระค่าธรรมเนียมประจำปีและการต่ออายุใบอนุญาต
ค่าธรรมเนียมประจำปีสถานพยาบาล: ชำระค่าธรรมเนียมประจำปีจำนวน 500 บาท ต่อกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ หรือ สสจ. ภายในระยะเวลาที่กำหนดทุกปี
การต่ออายุใบอนุญาตผู้ดำเนินการ (ส.พ.19): ยื่นคำขอต่ออายุแบบ ส.พ.20 ก่อนใบอนุญาตเดิมจะหมดอายุลงในแต่ละปี
การจัดทำรายงานประจำปี (ส.พ.23): สรุปรายงานการดำเนินงานประจำปีของคลินิกส่งเจ้าหน้าที่ทุกสิ้นปี
บริหารคลินิกทันตกรรมอย่างมืออาชีพด้วย JERA Dent
เมื่อยื่นขอใบอนุญาตเปิดคลินิกทันตกรรมผ่านฉลุยแล้ว ขั้นตอนสำคัญต่อไปคือการจัดระบบบริหารจัดการภายในคลินิกให้เรียบร้อยและมีประสิทธิภาพตั้งแต่วันแรก เราขอแนะนำ JERA Dent โปรแกรมบริหารจัดการคลินิกทันตกรรมยุคใหม่บนระบบคลาวด์ ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทันตแพทย์และเจ้าของคลินิกโดยเฉพาะ
![]() | ![]() |
JERA Dent ช่วยให้ทุกคนจัดการงานคลินิกทันตกรรมได้อย่างครบวงจรในระบบเดียว
ระบบบันทึกเวชระเบียนและผังฟัน (Dental Charting) : บันทึกประวัติการรักษา วางแผนการรักษาฟัน และจัดเก็บฟิล์มเอกซเรย์ได้อย่างแม่นยำ สะดวก ปลอดภัย และเป็นไปตามมาตรฐานสากล
ระบบนัดหมายผู้ป่วยอัตโนมัติ : จัดการตารางนัดหมายของทันตแพทย์แต่ละท่าน พร้อมระบบส่งข้อความแจ้งเตือนนัดหมายผู้ป่วย ลดปัญหานัดหลุด
ระบบคลังยาและวัสดุทันตกรรม (Inventory Control) : ควบคุมสต็อกยา วัสดุอุดฟัน อุปกรณ์ทันตกรรม และตัดสต็อกอัตโนมัติเมื่อมีการใช้งาน หมดกังวลเรื่องของขาดหรือยาหมดอายุ
ระบบสรุปรายงานและคำนวณ DF ทันตแพทย์ : ออกรายงานยอดขาย สรุปส่วนแบ่งรายได้แพทย์ (Doctor Fee) และรายงานสถิติคลินิกได้ทันที ช่วยให้การบริหารงานบัญชีเป็นเรื่องง่าย
เปิดคลินิกทันตกรรมได้อย่างสบายใจ ไร้กังวลเรื่องงานบริหารจัดการ สนใจทดลองใช้งานฟรีหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ JERA Dent






ความคิดเห็น