top of page
ค้นหา

โปรแกรมคลินิกทันตกรรม ยี่ห้อไหนดี ? 8 เกณฑ์ที่ควรดู

  • รูปภาพนักเขียน: Rasita Chanratanayothin
    Rasita Chanratanayothin
  • 4 วันที่ผ่านมา
  • ยาว 2 นาที

สำหรับใครที่กำลังเตรียมเปิดคลินิกทันตกรรม หรือกำลังปวดหัวกับระบบบริหารงานในคลินิกเดิมที่ใช้อยู่ แล้วเกิดคำถามในใจว่า “เราควรเลือกใช้โปรแกรมคลินิกทันตกรรมแบบไหนดี?” วันนี้เราจะมาเจาะลึกเรื่องนี้กันค่ะ

ในปัจจุบัน โปรแกรมบริหารงานคลินิกทันตกรรมในท้องตลาดมีให้เลือกหลากหลายมาก ๆ ค่ะ มีตั้งแต่ระบบพื้นฐานไปจนถึงระบบสมาร์ทคลินิกที่ใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วย การจะตอบว่ายี่ห้อไหนดีที่สุดอาจไม่มีคำตอบที่ตายตัว เพราะโปรแกรมที่ดีที่สุดคือโปรแกรมที่ตอบโจทย์ Workflow การทำงานของคลินิกเรามากที่สุด

เพื่อช่วยให้ทุกคนตัดสินใจได้ง่ายขึ้น และไม่หลงทางไปกับฟีเจอร์ที่ไม่ได้ใช้ วันนี้เราสรุป 8 เกณฑ์วิเคราะห์ประเภทและระบบของโปรแกรมคลินิกทันตกรรม ที่ครบถ้วนและทุกคนสามารถเอาไปประกอบการตัดสินใจได้จริงมาฝากค่ะ

1. ระบบผังฟันดิจิทัล (Digital Dental Charting) และการวางแผนการรักษา

หัวใจสำคัญที่สุดของงานทันตกรรมที่ไม่เหมือนคลินิกเวชกรรมทั่วไปก็คือ "ผังฟัน" โปรแกรมที่ดีต้องไม่ได้มีไว้แค่ลงทะเบียนคนไข้ แต่ต้องเป็นเครื่องมือคู่ใจของคุณหมอขณะรักษาด้วยค่ะ

สิ่งที่ทุกคนต้องพิจารณาในเกณฑ์นี้

  • ความยืดหยุ่นของผังฟัน: รองรับทั้งชุดฟันแท้ (Adult Teeth) และชุดฟันน้ำนม (Pediatric Teeth) สามารถระบุตำแหน่ง ด้านของฟัน (Surface: M, O, D, B, L) ได้อย่างแม่นยำ

  • การบันทึกประวัติรอยโรคและหัตถการ: สามารถลงประวัติการตรวจรักษาเดิม (Existing condition) และแผนการรักษาในอนาคต (Proposed treatment) โดยแยกสีหรือสัญลักษณ์ชัดเจน

  • ระบบบันทึกงานปริทันต์ (Periodontal Charting): รองรับการบันทึกความลึกของร่องลึกปริทันต์ (Probing Depth), การโยกของฟัน (Mobility), และการเลือดออกขณะตรวจ (Bleeding on Probing)

  • การสร้างแผนการรักษาและการประเมินราคา: สามารถรวบรวมรายการหัตถการออกมาเป็น Treatment Plan พร้อมคำนวณราคาเพื่อให้คนไข้พิจารณาก่อนเริ่มรักษาได้ง่ายขึ้น

Tip สำหรับทุกคน: ผังฟันดิจิทัลที่ดีควรจะแสดงผลได้สวยงาม เข้าใจง่าย เพื่อให้คุณหมใช้เปิดอธิบายแผนการรักษากับคนไข้ได้ทันที ซึ่งช่วยเพิ่มอัตราการตกลงรับการรักษา (Case Acceptance Rate) ได้ดีมากค่ะ

2. ระบบนัดหมายและการแจ้งเตือนอัตโนมัติ (Smart Appointment & Reminders)

เกณฑ์ข้อต่อมาคือเรื่องของ "เวลาและการบริหารเก้าอี้ทำฟัน (Chair Time Management)" ค่ะ คลินิกทันตกรรมมีต้นทุนต่อชั่วโมงสูง การปล่อยให้เก้าอี้ว่างหรือเกิดกรณีคนไข้ลืมวันนัด (No-show) ถือเป็นความสูญเสียอย่างมาก

ฟีเจอร์ที่ระบบนัดหมายที่ดีควรมี

  • Visual Calendar Matrix: มองเห็นตารางนัดหมายรวมของคลินิกได้หลายมุมมอง (รายวัน, รายสัปดาห์, แยกตามเตียงทำฟัน หรือแยกตามทันตแพทย์)

  • Automated Reminder System: มีระบบส่ง SMS หรือข้อความแจ้งเตือนผ่าน LINE Official Account อัตโนมัติล่วงหน้า 1-3 วัน พร้อมระบบให้คนไข้กด "ยืนยัน" หรือ "ขอเลื่อนนัด" ผ่านไลน์ได้ทันที

  • Recall System (ระบบเรียกกลับมาตรวจสุขภาพ): มีระบบ Tracking อัตโนมัติสำหรับคนไข้ที่ถึงกำหนด ขูดพลาค, ตรวจฟันทุก 6 เดือน หรือคนไข้จัดฟันที่ขาดการติดต่อ

3. ระบบบริหารคลังสินค้า คลังยา และเวชภัณฑ์ทันตกรรม (Dental Inventory Management)

วัสดุอุปกรณ์ทางทันตกรรมมีรายละเอียดจุกจิกมากค่ะ ตั้งแต่ยาชา, เข็ม, วัสดุอุดฟัน, ไปจนถึงแบรนด์ของรากเทียมและแบรนด์เครื่องมือจัดฟัน การควบคุมสต็อกที่ดีจะช่วยลดปัญหาสินค้าหมดอายุหรือทุนจมได้อย่างมหัศจรรย์ค่ะ

เช็กเกณฑ์ระบบสต็อกดังนี้ค่ะ

  • ระบบตัดสต็อกอัตโนมัติ (Auto-deduction): เมื่อคุณหมอคีย์รายการหัตถการ ระบบควรมียอดตัดสต็อกวัสดุที่ใช้จริงหรือวัสดุสิ้นเปลืองตามสูตรที่ตั้งไว้ได้

  • Lot & Expiry Date Tracking: รองรับการบันทึกหมายเลข Lot Number และวันหมดอายุ โดยเฉพาะยาและวัสดุเฉพาะทาง เพื่อให้ตรวจสอบย้อนหลังได้ง่ายเมื่อเกิดปัญหา

  • Re-order Point Warning: มีระบบแจ้งเตือนเมื่อวัสดุชิ้นไหนใกล้หมด หรือใกล้ถึงจุดที่ต้องสั่งซื้อเติม (Safety Stock)

4. ระบบการเงิน บัญชี และการคิดค่าตอบแทนทันตแพทย์ (Financials & Doctor Fee - DF)

โครงสร้างการเงินของคลินิกทันตกรรมมีความซับซ้อนกว่าคลินิกทั่วไป โดยเฉพาะเรื่อง "ค่าตอบแทนแพทย์ (Doctor Fee / DF)" ที่มีหลากหลายรูปแบบมากค่ะ

รายละเอียดระบบการเงินที่ต้องเช็กให้ดี

  • ความยืดหยุ่นในการคิดค่า DF: รองรับการแบ่งค่า DF ทั้งแบบเปอร์เซ็นต์เหมา, เปอร์เซ็นต์แยกตามหัตถการ, การคิดแบบการันตีรายวัน (Daily Guarantee), หรือการหักค่าวัสดุอุปกรณ์ก่อนแบ่ง DF

  • การจัดการระบบจัดฟัน (Orthodontic Billing): รองรับการผ่อนชำระแบบงวดของงานจัดฟัน มีระบบบันทึกยอดคงเหลือ ยอดชำระแล้ว และยอดค้างชำระที่ชัดเจน

  • ระบบรองรับสิทธิประกันสังคมและประกันสุขภาพ: สามารถออกเอกสารและเคลมประกันสังคมออนไลน์ หรือรองรับการออกใบเสร็จตามมาตรฐานสิทธิประกันต่างๆ ได้สะดวก

  • การชำระเงินหลายรูปแบบ (Multi-Payment): รองรับการมัดจำ, การแบ่งชำระด้วยเงินสด โอนเงิน หรือบัตรเครดิตในบิลเดียวกัน

5. สถาปัตยกรรมของระบบ: Cloud-based vs On-Premise (หรือ Hybrid)

ตรงนี้เป็นการเลือกรูปแบบเทคโนโลยีที่ใช้ในการติดตั้งระบบค่ะ ซึ่งส่งผลต่อค่าใช้จ่ายและความสะดวกในการใช้งานในระยะยาวของทุกคนค่ะ

หัวข้อเปรียบเทียบ

ระบบ Cloud-Based (ทำงานผ่านอินเทอร์เน็ต)

ระบบ On-Premise (ติดตั้งในเครื่อง/Server ที่คลินิก)

การเข้าถึงข้อมูล

เข้าถึงได้ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านคอมฯ แท็บเล็ต หรือมือถือ

ใช้งานได้เฉพาะภายในคลินิก (หรือต้องต่อ VPN)

การสำรองข้อมูล (Backup)

ระบบสำรองให้อัตโนมัติบน Cloud ที่มีมาตรฐาน

คลินิกต้องจัดการสำรองข้อมูลด้วยตนเอง

ค่าใช้จ่าย

มักเป็นค่าบริการรายเดือน/รายปี (เริ่มต้นต่ำ)

จ่ายเงินก้อนใหญ่ก้อนแรก (ค่า Software & Server)

การอัปเดตระบบ

อัปเดตฟีเจอร์ใหม่ๆ ให้อัตโนมัติผ่านระบบออนไลน์

ต้องรอช่างหรือวิศวกรมาอัปเดตให้ที่คลินิก

คำแนะนำ :  ปัจจุบันเทคโนโลยี Cloud-based หรือ Hybrid กำลังเป็นที่นิยมสูงสุดค่ะ เพราะช่วยให้เจ้าของคลินิกสามารถดูรายงานรายได้ เช็กตารางงานได้จากทุกที่ แม้จะไม่ได้เข้าคลินิกก็ตามค่ะ

6. ความปลอดภัยของข้อมูลและการปฏิบัติตามกฎหมาย (Data Security & PDPA Compliance)

ข้อมูลประวัติการรักษา (EMR) และรูปภาพช่องปากของคนไข้ ถือเป็น "ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความละเอียดอ่อน (Sensitive Personal Data)" ดังนั้น โปรแกรมที่เราเลือกต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่รัดกุมค่ะ

สิ่งที่ระบบต้องมีตามเกณฑ์นี้

  • การกำหนดสิทธิ์การเข้าถึง (User Role & Permission): สามารถจำกัดการมองเห็นข้อมูลได้ตามตำแหน่ง เช่น เคาน์เตอร์หน้าคลินิกเห็นเฉพาะข้อมูลนัดหมายและชำระเงิน ส่วนประวัติการรักษาและรูป X-Ray เห็นเฉพาะทันตแพทย์และผู้ช่วยเท่านั้น

  • Data Encryption: มีการเข้ารหัสข้อมูลทั้งขณะจัดเก็บ (At Rest) และขณะส่งผ่านอินเทอร์เน็ต (In Transit)

  • Audit Log Check: มีระบบบันทึกประวัติการเข้าใช้งาน (Log) ว่าใครเป็นคนแก้ไข เพิ่มเติม หรือลบข้อมูลประวัติคนไข้ เวลาใด เพื่อป้องกันการทุจริตหรือข้อมูลรั่วไหล

  • PDPA Compliance: รองรับระบบการขอความยินยอม (Consent Form) ในการเก็บและใช้ข้อมูลของคนไข้ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์

7. การเชื่อมต่อกับระบบอื่นและการวิเคราะห์ข้อมูล (System Integration & Business Analytics)

คลินิกทันตกรรมยุคใหม่ไม่ได้ทำงานแบบเดี่ยวๆ อีกต่อไปค่ะ โปรแกรมคลินิกที่ดีควรสามารถ "คุยกับระบบอื่น" ได้ เพื่อให้การทำงานไหลลื่นไม่มีสะดุด

ตัวอย่างการเชื่อมต่อและรายงานที่ควรมี

การเชื่อมต่อกับระบบเอกซเรย์ดิจิทัล (DICOM Integration): สามารถเชื่อมโยงไฟล์ X-Ray หรือภาพจากกล้องส่องในช่องปาก (Intraoral Camera) เข้าสู่ประวัติคนไข้ในโปรแกรมได้โดยตรงโดยไม่ต้องเซฟไฟล์สลับไปมา

Business Intelligence Dashboard : มีหน้าจอสรุปรายงานการบริหารงานที่ดูง่าย เช่น

  • รายรับแยกตามประเภทหัตถการ

  • จำนวนคนไข้ใหม่ vs คนไข้เก่า

  • อัตราการมาตามนัด (Attendance Rate)

  • รายงานมูลค่าคงเหลือในคลังสินค้า

  • สถิติช่วงเวลาที่คลินิกมีคนไข้แน่นที่สุด เพื่อวางแผนจัดกะพนักงาน

8. บริการหลังการขาย การฝึกอบรม และความเสถียรของระบบ (Support & Reliability)

ต่อให้โปรแกรมจะมีฟีเจอร์ล้ำสมัยแค่ไหน แต่ถ้า "ระบบล่มบ่อย" หรือ "เวลามีปัญหาติดต่อทีมงานไม่ได้" งานในคลินิกจะหยุดชะงักทันทีค่ะ! ดังนั้นบริการหลังการขายจึงเป็นเกณฑ์ตัดสินที่สำคัญมากๆ ค่ะ

สิ่งที่ทุกคนต้องสอบถามผู้ให้บริการก่อนซื้อ

  • ช่องทางและช่วงเวลาการให้บริการ Support: มีทีมงานดูแลในวันเสาร์-อาทิตย์ หรือช่วงเย็นซึ่งเป็นช่วงที่คลินิกทันตกรรมมีคนไข้เยอะที่สุดหรือไม่?

  • การฝึกอบรม (Training Programs): มีบริการสอนการใช้งานให้ทีมงานหน้าเคาน์เตอร์ คุณหมอ และผู้ช่วยทันตแพทย์อย่างละเอียดหรือไม่ และหากมีพนักงานใหม่เข้ามา มีวิดีโอคู่มือหรือบริการเทรนนิ่งซ้ำหรือไม่?

  • SLA (Service Level Agreement): มีการการันตีระยะเวลาในการแก้ไขปัญหาเมื่อระบบเกิดขัดข้องหรือไม่

สรุปเช็กลิสต์: 8 เกณฑ์เลือกโปรแกรมคลินิกทันตกรรมสำหรับทุกคน

[ ] 1. ผังฟันดิจิทัลละเอียด รองรับ Perio Chart และวางแผนการรักษาได้ง่าย
[ ] 2. มีระบบนัดหมายมองเห็นภาพรวม พร้อมระบบแจ้งเตือนคนไข้ผ่าน LINE/SMS
[ ] 3. ตัดสต็อกวัสดุและยาทันตกรรมให้อัตโนมัติ มีระบบเตือน Lot/วันหมดอายุ
[ ] 4. คิดค่า DF แพทย์ได้ยืดหยุ่น รองรับงานจัดฟัน และระบบประกันสังคม
[ ] 5. เลือกระบบ Cloud หรือ Hybrid เพื่อการเข้าถึงข้อมูลได้จากทุกที่
[ ] 6. มีระบบความปลอดภัยข้อมูลสูง ได้มาตรฐาน PDPA กำหนดสิทธิ์ผู้ใช้อย่างรัดกุม
[ ] 7. เชื่อมต่อไฟล์ X-Ray (DICOM) ได้ และมี Dashboard สรุปรายงานการบริหาร
[ ] 8. มีบริการหลังการขายที่พึ่งพาได้ มีทีม Support ดูแลในวันหยุดและช่วงเย็น

ยกระดับคลินิกทันตกรรมให้สมาร์ทกว่าที่เคยด้วย JERA DENT

โปรแกรมบริหารคลินิกทันตกรรมระบบ Cloud ยุคใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยปลดล็อกงานบริหารในคลินิกของทุกคนให้เป็นเรื่องง่าย สะดวก และแม่นยำในระบบเดียวค่ะ!

จุดเด่นของ JERA DENT ที่ตอบโจทย์ทุกคลินิก

  • Digital Dental Chart & Perio Chart: บันทึกประวัติ ผังฟัน และแผนการรักษาในรูปแบบดิจิทัลได้ละเอียดสวยงาม ช่วยให้อธิบายคนไข้ได้ง่ายขึ้น

  • ระบบนัดหมาย & แจ้งเตือนผ่าน LINE: บริหารตารางนัดหมายเตียงทำฟันได้อย่างเป็นระบบ พร้อมส่งข้อความแจ้งเตือนคนไข้ผ่าน LINE อัตโนมัติ ช่วยลดปัญหาการลืมนัด (No-Show)

  • คิดค่า DF & การเงินแม่นยำ: คำนวณค่าตอบแทนแพทย์ (Doctor Fee) ได้ยืดหยุ่น รองรับงานจัดฟันผ่อนชำระ และระบบประกันสังคมอย่างครบถ้วน

  • คุมคลังยาและเวชภัณฑ์: ระบบตัดสต็อกวัสดุทันตกรรมอัตโนมัติ พร้อมแจ้งเตือนเมื่อสินค้าใกล้หมดหรือใกล้หมดอายุ

  • ใช้งานบน Cloud 100%: เข้าถึงข้อมูล ดูรายงานรายรับ และเช็กสถิติคลินิกได้ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านทุกอุปกรณ์อย่างปลอดภัย

ปลดล็อกเวลาและลดภาระงานเอกสาร เพื่อให้ทุกคนมีเวลาโฟกัสกับการดูแลคนไข้ได้อย่างเต็มที่ค่ะ!

 
 
 

ความคิดเห็น


นัด Demo รับสิทธิ์ใช้ฟรี 1 เดือน
บริษัท ละมุนภัณฑ์  ไอที จำกัด

245/68 ซอยรามคำแหง 112ถนนรามคำแหง

แขวง/เขตสะพานสูง กรุงเทพมหานคร 10240

*สิทธิพิเศษเฉพาะลงทะเบียนผ่านช่องทางนี้เท่านั้น (เมื่อสมัคร Package รายปีแบบใดก็ได้)

ขอบคุณสำหรับข้อมูล เราจะรีบติดต่อกลับหาคุณโดยเร็วที่สุด!!

JERA Dent ระบบบริหารคลินิกทันตกรรม
LINKS
ABOUT

LAMUNPUN IT Co., Ltd.

e-mail: sales@jeracloud.com

Tel: 02-055-6285

245/68 Ramkhamhaeng 112 Alley, Saphan Sung, Bangkok 10240, Thailand

SOCIAL
  • contact:line
  • contact:facebook
  • contact:youtube

© Copyright 2017-2022 JERA Dent All Rights Reserved, Developed by LAMUNPUN IT Co., Ltd.

bottom of page