top of page
ค้นหา

เกณฑ์การคัดเลือก และโครงสร้างประเภท ระบบเวชระเบียนทันตกรรมดิจิทัล สำหรับคลินิกยุคใหม่

  • รูปภาพนักเขียน: Rasita Chanratanayothin
    Rasita Chanratanayothin
  • 2 วันที่ผ่านมา
  • ยาว 3 นาที

การบริหารจัดการข้อมูลผู้ป่วยไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของการบันทึกประวัติบนกระดาษเหมือนในอดีตอีกต่อไปแล้วนะคะ ในยุค Digital Transformation นี้ “ระบบเวชระเบียนทันตกรรมดิจิทัล” (Dental Electronic Health Records - EHR) ได้กลายมาเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนคลินิก ทั้งในมิติของการรักษา ความปลอดภัยของข้อมูล ประสิทธิภาพการบริหารจัดการ และประสบการณ์ของผู้รับบริการค่ะ

วันนี้จะพาทุกคนมาเจาะลึกเกณฑ์การประเมินระบบอย่างละเอียดในทุกมิติ พร้อมทั้งการจัดประเภทของระบบในท้องตลาดอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางมาตรฐานในการพิจารณาเลือกใช้ระบบที่ตอบโจทย์โครงสร้างคลินิกของทุกคนได้อย่างแม่นยำที่สุดค่ะ

เกณฑ์เชิงลึกในการประเมินและคัดเลือกระบบเวชระเบียนทันตกรรม

งานทันตกรรมเป็นงานที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูงมากค่ะ มีทั้งเรื่องของภาพวิชวล (Visual) โครงสร้างกายศาสตร์ของช่องปาก และขั้นตอนการรักษาที่ต่อเนื่อง ดังนั้น เกณฑ์ในการคัดเลือกระบบเวชระเบียนจึงต้องครอบคลุมทั้งมิติทางการแพทย์ ไอที และกฎหมาย โดยแบ่งออกเป็น 6 ด้านหลักดังนี้ค่ะ

มาตรฐานความปลอดภัยของข้อมูลและการปฏิบัติตามกฎหมาย (Data Security & Compliance)

ข้อมูลเวชระเบียนถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหวสูง (Sensitive Personal Data) ระบบที่เลือกใช้ต้องมีเกณฑ์ความปลอดภัยในระดับมาตรฐานสากลดังนี้ค่ะ

  • สถาปัตยกรรมการเข้ารหัสข้อมูล (Encryption Standard) :  ระบบต้องมีการเข้ารหัสข้อมูลทั้งในภาวะจัดเก็บ (Data at Rest) เช่น การใช้มาตรฐาน AES-256 และในภาวะส่งผ่านข้อมูล (Data in Transit) ผ่านโปรโตคอล TLS 1.3 เพื่อป้องกันการดักจับข้อมูล

  • การบริหารจัดการสิทธิ์เข้าถึงตามบทบาท (Role-Based Access Control - RBAC) :  สามารถกำหนดสิทธิ์แบบละเอียด (Granular Authorization) ได้ เช่น ทันตแพทย์สามารถดูและแก้ไขประวัติการรักษาได้ พนักงานหน้าร้านดูได้เฉพาะข้อมูลนัดหมายและการชำระเงิน แต่มองไม่เห็นรายละเอียดการตรวจรักษาเชิงลึกของผู้ป่วย

  • ระบบบันทึกประวัติการใช้งานอย่างเคร่งครัด (Audit Log / Audit Trail) :  ต้องบันทึกทุกการกระทำในระบบ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าดู (View) การเพิ่ม (Create) การแก้ไข (Update) หรือการลบ (Delete) โดยระบุตัวตนผู้ใช้งาน วัน เวลา และ IP Address อย่างชัดเจน และไม่สามารถแก้ไขบันทึกประวัติการใช้งานนี้ได้

  • การรองรับพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) :  ระบบต้องมีโมดูลสำหรับการจัดการแบบฟอร์มความยินยอม (Consent Management) รองรับการลงนามอิเล็กทรอนิกส์ (E-Signature) ที่มีผลตามกฎหมาย มีระบบจัดการสิทธิ์ผู้ป่วยในการขอดู ลบ หรือระงับการใช้ข้อมูล

  • ระบบสำรองและคืนค่าข้อมูล (Backup & Disaster Recovery) :  มีการสำรองข้อมูลอัตโนมัติ (Automated Real-time / Daily Backup) และทดสอบแผนการกู้คืนข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันกรณีข้อมูลสูญหายจากภัยพิบัติหรือ Cyber Attacks

ฟังก์ชันเฉพาะทางด้านทันตกรรม (Dental-Specific Clinical Capabilities)

ระบบ EHR ทั่วไปในโรงพยาบาลไม่สามารถนำมาใช้กับงานทันตกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพค่ะ ระบบที่ดีต้องตอบโจทย์ฟังก์ชันเฉพาะทางดังต่อไปนี้

ผังฟันดิจิทัลแบบโต้ตอบได้ (Interactive Digital Odontogram)

  • รองรับระบบการระบุตำแหน่งฟันตามมาตรฐานสากล เช่น FDI World Dental Federation Notation (ระบบเลข 2 หลัก) หรือ Universal Numbering System

  • แสดงผลในรูปแบบ 3D หรือ 2D ที่ชัดเจน แยกพื้นผิวฟัน (Occlusal, Mesial, Distal, Facial/Buccal, Lingual/Palatal) ได้อย่างแม่นยำ

  • สามารถลงสัญลักษณ์การรักษาได้ทั้งอดีต (Existing Condition) ปัจจุบัน (Planned Treatment) และงานที่ทำเสร็จแล้ว (Completed Treatment) ด้วยรหัสสีที่แตกต่างกัน

การบันทึกตรวจปริทันต์ขั้นสูง (Advanced Periodontal Charting)

  • สามารถบันทึกค่าความลึกร่องลึกปริทันต์ (Probing Depth) ได้ 6 จุดต่อซี่

  • บันทึกภาวะเลือดออกขณะตรวจ (Bleeding on Probing - BOP), ระดับการคืนตัวของเหงือก (Gingival Margin/Reccession), การโยกของฟัน (Mobility), และการร่นของรอยแยกรากฟัน (Furcation Involvement)

การจัดการแผนการรักษาหลายทางเลือก (Multi-Option Treatment Planning)

สามารถสร้างแผนการรักษาได้มากกว่า 1 ทางเลือก (เช่น Option A: ทำครอบฟันบนรากเทียม, Option B: ทำฟันปลอมถอดได้) พร้อมเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายและระยะเวลาให้ผู้ป่วยตัดสินใจ

การบันทึกข้อความทางการแพทย์แบบมาตรฐาน (SOAP Notes & Templates)

รองรับการบันทึก SOAP (Subjective, Objective, Assessment, Plan) พร้อมระบบ Quick-Text หรือ Preset Templates สำหรับหัตถการดั้งเดิม เพื่อลดเวลาการพิมพ์ของทันตแพทย์

การเชื่อมต่อไฟล์ภาพ X-Ray และภาพถ่าย (Medical Imaging Integration)

  • รองรับไฟล์มาตรฐานทางการแพทย์ DICOM และไฟล์ภาพทั่วไป (JPEG, PNG)

  • สามารถเปิดดูภาพถ่ายในช่องปาก (Intraoral Camera) และภาพ X-Ray ยึดติดกับซี่ฟัน หรือแนบในแฟ้มประวัติการรักษาในวันนั้น ๆ ได้ทันที

ประสบการณ์ผู้ใช้และกระบวนการทำงานในคลินิก (UI/UX & Clinical Workflow)

ระบบที่ดีต้องไม่ขัดจังหวะการทำงานของทันตแพทย์และทีมงานค่ะ

  • การลดจำนวนการคลิก (Minimal Click Paradigm): ออกแบบให้ทันตแพทย์สามารถบันทึกประวัติเสร็จสิ้นได้ภายในไม่กี่คลิก เพื่อให้มีเวลาโฟกัสกับการรักษาผู้ป่วยมากขึ้น

  • การรองรับอุปกรณ์หน้าจอสัมผัส (Touch Screen & Stylus Optimization): ออกแบบ Interface ให้เหมาะกับการใช้งานบน Tablet เพื่อให้ทันตแพทย์หรือผู้ช่วยทันตแพทย์ถือใช้งานข้างเก้าอี้ทำฟัน (Chairside) ได้สะดวก

  • การแจ้งเตือนความเสี่ยงทางการแพทย์ (Medical Alert System): มีระบบป๊อปอัปเตือนอย่างชัดเจนเมื่อเปิดประวัติผู้ป่วยที่มีประวัติแพ้ยา โรคประจำตัวร้ายแรง (เช่น ผู้ป่วยรับยาละลายลิ่มเลือด, ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง) หรือภาวะตั้งครรภ์

สถาปัตยกรรมโครงสร้างและระบบเครือข่าย (Technical Architecture)

การเลือกโครงสร้างเทคโนโลยีส่งผลต่อค่าใช้จ่ายระยะยาวและการดูแลรักษาค่ะ

  • ความยืดหยุ่นในการเข้าถึง (Cross-Platform Accessibility):  สามารถใช้งานได้ผ่านหลายระบบปฏิบัติการ (Windows, macOS, iOS, Android) และหลายอุปกรณ์

  • ความเสถียรของระบบและระบบสำรองเมื่อขาดการเชื่อมต่อ (Offline Capability):  หากเน้นระบบออนไลน์ ต้องมีแผนรองรับกรณีอินเทอร์เน็ตขัดข้อง ให้ยังสามารถเปิดดูประวัติและบันทึกการรักษาชั่วคราวได้

  • โครงสร้างสำหรับการขยายสาขา (Multi-Branch Scalability):  หากคลินิกมีแผนจะขยายสาขา ระบบต้องสามารถเชื่อมโยงฐานข้อมูลผู้ป่วยส่วนกลาง ให้ผู้ป่วยสามารถเข้ารับบริการได้ทุกสาขาโดยใช้เวชระเบียนชุดเดียวกัน

การจัดประเภทของระบบเวชระเบียนทันตกรรม

เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพรวมและจำแนกระบบในท้องตลาดได้อย่างเป็นหมวดหมู่ เราสามารถแบ่งประเภทของระบบเวชระเบียนทันตกรรมออกเป็น 3 มิติหลักดังนี้ค่ะ

ประเภทที่ 1 : จำแนกตามสถาปัตยกรรมระบบ (Deployment Architecture)

1.1 ระบบที่ติดตั้งในพื้นที่คลินิก (On-Premise / Local Server)

  • ลักษณะการทำงาน : ข้อมูลและตัวโปรแกรมทั้งหมดจะถูกติดตั้งไว้ที่คอมพิวเตอร์เครื่องหลัก (Server) ภายในคลินิก การรับส่งข้อมูลทำผ่านระบบเครือข่ายภายใน (LAN)

  • ข้อดี : ไม่ต้องพึ่งพาความเร็วอินเทอร์เน็ตภายนอก ข้อมูลเก็บอยู่ภายในสถานที่ของคลินิกเอง 100%

  • ข้อจำกัด : มีต้นทุนค่าอุปกรณ์ hardware และ server สูง ต้องมีเจ้าหน้าที่ IT ดูแลระบบ มีความเสี่ยงข้อมูลสูญหายหากฮาร์ดดิสก์เสียหายหรือเกิดเหตุไม่คาดฝัน และเข้าถึงข้อมูลจากนอกคลินิกได้ยาก

1.2 ระบบบนคลาวด์เต็มรูปแบบ (Pure Cloud-Based System)

  • ลักษณะการทำงาน : ตัวโปรแกรมและฐานข้อมูลทำงานอยู่บนเครื่อง Cloud Server มาตรฐานสากล เข้าถึงการใช้งานผ่าน Web Browser หรือ Application

  • ข้อดี : ไม่ต้องลงทุนซื้อ Server ราคาสูง สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ทุกที่ทุกเวลา มีการอัปเดตฟังก์ชันและสำรองข้อมูลให้อัตโนมัติ ปรับขนาดการใช้งานตามการเติบโตของคลินิกได้ง่าย

  • ข้อจำกัด : พึ่งพาสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่เสถียร หากอินเทอร์เน็ตล่มจะไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลบนคลาวด์ได้ชั่วคราว

1.3 ระบบแบบผสมผสาน (Hybrid Cloud System)

  • ลักษณะการทำงาน : ติดตั้งฐานข้อมูลไว้ที่เครื่องในคลินิกเพื่อความรวดเร็วในการส่งข้อมูลภายใน แต่มีระบบซิงก์ข้อมูล (Data Synchronization) ขึ้นไปไว้บนคลาวด์อย่างสม่ำเสมอ

  • ข้อดี : ทำงานได้รวดเร็วแม้อินเทอร์เน็ตตัดขาด และยังคงดูข้อมูลภาพรวมหรือใบนัดหมายจากภายนอกผ่านคลาวด์ได้

  • ข้อจำกัด : ค่าดูแลรักษาซับซ้อน และมีความเสี่ยงเรื่องความซ้ำซ้อนหรือความขัดแย้งของข้อมูล (Data Conflict) หากการซิงก์ข้อมูลไม่สมบูรณ์

ประเภทที่ 2: จำแนกตามขอบเขตและเป้าหมายการใช้งาน (Operational Scope)

2.1 ระบบบันทึกประวัติเฉพาะจุด (Standalone Dental EHR)

  • มุ่งเน้น: จัดเก็บเฉพาะประวัติการรักษา ผังฟัน และภาพถ่ายทางการแพทย์เพียงอย่างเดียว

  • ความเหมาะสม: เหมาะสำหรับสถานพยาบาลหรือห้องตรวจเฉพาะทางที่ไม่ต้องการระบบการเงิน หรือระบบคลังยาในโปรแกรมเดียวกัน

2.2 ระบบบริหารจัดการคลินิกทันตกรรมแบบเบ็ดเสร็จ (All-in-One Dental Practice Management System - DPMS)

  • มุ่งเน้น: รวมการทำงานของเวชระเบียนทันตกรรมเข้ากับระบบบริหารจัดการคลินิกทั้งหมด เช่น

    • ระบบตารางนัดหมายและการแจ้งเตือนผู้ป่วย

    • ระบบการเงิน ชำระเงิน ใบเสร็จรับเงิน และประกันสังคม

    • ระบบคลังวัสดุ อุปกรณ์ทันตกรรม และยา (ตัดสต็อกอัตโนมัติเมื่อมีการลงบันทึกการรักษา)

    • ระบบการคำนวณส่วนแบ่งแพทย์ (DF - Doctor Fee) และรายงานเชิงบริหาร

  • ความเหมาะสม: เหมาะสำหรับคลินิกทันตกรรมทั่วไปที่ต้องการความครบจบบนระบบเดียว

2.3 ระบบสำหรับองค์กรและกลุ่มหลายสาขา (Enterprise Dental Systems)

  • มุ่งเน้น: การบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ (Centralized Data Management) เชื่อมโยงข้อมูลผู้ป่วยข้ามสาขา ควบคุมมาตรฐานการบันทึกประวัติ และการวิเคราะห์ข้อมูลระดับองค์กร (Business Intelligence)

  • ความเหมาะสม: เหมาะสำหรับโรงพยาบาลทันตกรรม หรือกลุ่มเครือข่ายคลินิกทันตกรรม (Dental Chain Clinics)

ประเภทที่ 3: จำแนกตามรูปแบบการป้อนข้อมูล (Data Entry Interaction)

3.1 ระบบป้อนข้อมูลแบบดั้งเดิม (Keyboard & Mouse Centric)

เน้นการพิมพ์ข้อความและการคลิกเลือกเมนูจากคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ มีความแม่นยำสูงในข้อความยาว ๆ แต่ต้องมีโต๊ะทำงานสำหรับคอมพิวเตอร์ในห้องตรวจ

3.2 ระบบหน้าจอสัมผัสและปากกา (Touch & Stylus Centric)

เน้นการทำงานบน Tablet เช่น iPad สามารถถือเดินตรวจ วาดสัญลักษณ์ลงบนผังฟัน เขียนโน้ตด้วยลายมือ และยื่นให้ผู้ป่วยเซ็นชื่อในเอกสารยินยอมได้ทันที เพิ่มความสะดวกสบายในการทำงานข้างเก้าอี้ตรวจ

3.3 ระบบช่วยบันทึกด้วยเสียงและปัญญาประดิษฐ์ (Voice-Assisted & AI-Integrated Systems)

เป็นเทคโนโลยียุคใหม่ที่ใช้ระบบแปลงเสียงเป็นข้อความ (Speech-to-Text) เพื่อให้ทันตแพทย์บอกเล่าผลการตรวจ (เช่น ค่า Perio Charting) แล้วระบบจะบันทึกลงในเวชระเบียนให้อัตโนมัติโดยไม่ต้องใช้มือสัมผัสหน้าจอ เพื่อรักษาสุขอามัยและความสะอาด (Infection Control)

-

ตารางเปรียบเทียบประเภทระบบเวชระเบียนทันตกรรม

เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพเปรียบเทียบสำหรับการตัดสินใจอย่างชัดเจน ได้สรุปจุดเด่นและข้อพิจารณาของแต่ละระบบไว้ในตารางนี้ค่ะ

มิติการเปรียบเทียบ

ระบบติดตั้งในพื้นที่ (On-Premise)

ระบบบนคลาวด์ (Pure Cloud)

ระบบผสมผสาน (Hybrid)

การลงทุนเริ่มต้น (Initial Cost)

สูงมาก (ค่า Server & Software License)

ต่ำ (จ่ายตามการใช้งานจริง รายเดือน/ปี)

ปานกลางถึงสูง

ความสะดวกในการดูแลระบบ

คลินิกต้องดูแล Server และ Backup เอง

ผู้ให้บริการดูแลเรื่อง Server และ Backup ให้

ต้องดูแลทั้ง Server ในคลินิกและระบบซิงก์

การเข้าถึงข้อมูลจากภายนอก

ทำได้ยาก หรือต้องตั้งค่า VPN ซับซ้อน

ทำได้ง่าย สะดวก และปลอดภัยผ่านทุกอุปกรณ์

ทำได้ผ่านส่วนข้อมูลที่ซิงก์บนคลาวด์

การรองรับการขยายสาขา

ซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายสูงต่อสาขา

ทำได้ทันที แค่เพิ่ม User/สาขา

ต้องตั้งค่าระบบเชื่อมโยงเพิ่มเติม

ความเสี่ยงข้อมูลสูญหาย

สูง หากฮาร์ดแวร์พังและไม่ได้ Backup

ต่ำมาก มีระบบ Backup แบบ Redundancy

ต่ำ ถึง ปานกลาง

ความคุ้มค่าระยะยาว

คุ้มค่าถ้าใช้ระบบเดิมเกิน 7-10 ปีโดยไม่อัปเดต

คุ้มค่า ยืดหยุ่น และได้อัปเดตฟังก์ชันใหม่ตลอด

เหมาะสำหรับพื้นที่ที่อินเทอร์เน็ตไม่เสถียร

ขั้นตอนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบเวชระเบียนดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ

การนำระบบเวชระเบียนดิจิทัลมาใช้ในคลินิกให้ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยีค่ะ แต่เป็นเรื่องของการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลง (Change Management) อยากแนะนำให้ทุกคนทำตามขั้นตอนดังนี้ค่ะ

1. การสำรวจและจัดเตรียมข้อมูล (Data Assessment & Cleaning): คัดแยกแฟ้มประวัติกระดาษผู้ป่วยที่มีการเคลื่อนไหว (Active Patients) ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเพื่อเตรียมย้ายข้อมูล ส่วนแฟ้มที่ไม่เคลื่อนไหวให้จัดเก็บตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด

2. การวางโครงสร้างสิทธิ์การใช้งาน (Role & Permission Mapping): กำหนดให้ชัดเจนว่าตำแหน่งใดในคลินิกสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนใดได้บ้าง เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนด PDPA ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มใช้งาน

3. การฝึกอบรมทีมงาน (Comprehensive Staff Training): จัดการอบรมแยกตามกลุ่มผู้ใช้งาน เช่น กลุ่มทันตแพทย์ (เน้น Odontogram & Treatment Plan) กลุ่มผู้ช่วยทันตแพทย์ (เน้น Perio Charting & Dental Imaging) และกลุ่มพนักงานหน้าร้าน (เน้น Patient Registration & Appointments)

4. การใช้งานแบบขนานชั่วคราว (Parallel Run): ในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก อาจมีการบันทึกทั้งกระดาษและระบบดิจิทัลควบคู่กันเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของระบบ และให้ทีมงานเกิดความคุ้นเคยก่อนเปลี่ยนเป็นระบบดิจิทัล 100% (Paperless)

การเลือกระบบเวชระเบียนทันตกรรมดิจิทัลที่เหมาะสม คือการวางรากฐานอันมั่นคงให้กับคลินิกทันตกรรม ระบบที่ดีจะต้องมีความปลอดภัยตามมาตรฐานกฎหมาย มีฟังก์ชันทางทันตกรรมที่ลงตัว และช่วยลดภาระงานของทันตแพทย์และทีมงานได้อย่างแท้จริง การพิจารณาเกณฑ์และประเภทระบบทั้งหมดนี้ จะช่วยให้ทุกคนเลือกโซลูชันที่คุ้มค่าและตอบโจทย์การเติบโตของคลินิกได้ในระยะยาว

ยกระดับคลินิกทันตกรรมของคุณสู่ยุคดิจิทัลอย่างสมบูรณ์แบบด้วย JeraDent!

หากทุกคนกำลังมองหาระบบบริหารจัดการคลินิกทันตกรรมที่รวบรวมเกณฑ์ความพร้อมทั้งหมดนี้ไว้ในที่เดียว ขอแนะนำ Jera Dent (เจร่าเดนท์) ระบบบริหารคลินิกทันตกรรมยุคใหม่บนระบบคลาวด์ ที่ออกแบบมาเพื่อทันตแพทย์และผู้บริหารคลินิกทันตกรรมโดยเฉพาะค่ะ

ทำไม Jera Dent ถึงเป็นคำตอบสำหรับคลินิกทันตกรรมของคุณ?

  • ผังฟันดิจิทัล (Digital Odontogram) ที่สมบูรณ์แบบ: บันทึกสภาวะฟัน วางแผนการรักษาได้อย่างละเอียด แม่นยำ สวยงาม และเข้าใจง่าย ช่วยให้สื่อสารกับผู้ป่วยได้อย่างเป็นมืออาชีพ

  • ระบบเวชระเบียนและเอกสารยินยอมดิจิทัล (E-Consent): จัดเก็บประวัติการรักษาอย่างเป็นระบบ รองรับการลงนามยินยอมผ่านแท็บเล็ต ช่วยลดการใช้กระดาษ (Paperless) พร้อมมาตรฐานความปลอดภัยและการจัดการข้อมูลตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)

  • ระบบบริหารจัดการคลินิกเบ็ดเสร็จ (All-in-One Cloud DPMS): เชื่อมโยงระบบนัดหมายผู้ป่วย ระบบการเงิน/ออกใบเสร็จ ระบบคลังยาและวัสดุทันตกรรม ไปจนถึงการคำนวณส่วนแบ่งทันตแพทย์ (DF) ไร้รอยต่อ

  • เข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา ปลอดภัย เสถียร: ทำงานผ่านระบบ Cloud-Based ความเร็วสูง ไม่ต้องลงทุนซื้อเครื่อง Server ราคาแพง ดูแลภาพรวมคลินิกได้จากทุกอุปกรณ์ตลอด 24 ชั่วโมง

  • ทีมงานดูแลอย่างใกล้ชิด: มีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษา การฝึกอบรม และบริการหลังการขาย เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านระบบของคลินิกเป็นไปอย่างราบรื่นที่สุด

ร่วมยกระดับการให้บริการและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการคลินิกทันตกรรมของคุณวันนี้ สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม ทดลองใช้งาน หรือติดต่อทีมงานได้ที่เว็บไซต์ Jera Dent ได้เลยนะคะ!

 
 
 

ความคิดเห็น


นัด Demo รับสิทธิ์ใช้ฟรี 1 เดือน
บริษัท ละมุนภัณฑ์  ไอที จำกัด

245/68 ซอยรามคำแหง 112ถนนรามคำแหง

แขวง/เขตสะพานสูง กรุงเทพมหานคร 10240

*สิทธิพิเศษเฉพาะลงทะเบียนผ่านช่องทางนี้เท่านั้น (เมื่อสมัคร Package รายปีแบบใดก็ได้)

ขอบคุณสำหรับข้อมูล เราจะรีบติดต่อกลับหาคุณโดยเร็วที่สุด!!

JERA Dent ระบบบริหารคลินิกทันตกรรม
LINKS
ABOUT

LAMUNPUN IT Co., Ltd.

e-mail: sales@jeracloud.com

Tel: 02-055-6285

245/68 Ramkhamhaeng 112 Alley, Saphan Sung, Bangkok 10240, Thailand

SOCIAL
  • contact:line
  • contact:facebook
  • contact:youtube

© Copyright 2017-2022 JERA Dent All Rights Reserved, Developed by LAMUNPUN IT Co., Ltd.

bottom of page