ตุ่มน้ำใสที่ริมฝีปาก สัญญาณเตือนของโรคเริม หรือแค่ร้อนในที่ควรระวัง!
- Rasita Chanratanayothin
- 7 มิ.ย.
- ยาว 2 นาที

ทุกคนเคยเป็นไหมคะ ที่อยู่ ๆ วันดีคืนดีตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกยุบยิบ ๆ ที่ริมฝีปาก พอไปส่องกระจกดูอ้าว มีตุ่มน้ำใส ๆ เม็ดเล็ก ๆ ขึ้นมาเกาะกลุ่มกันซะงั้น ยิ่งเวลาเคี้ยวข้าว พูดคุย หรือแม้แต่ตอนทาลิปสติกก็แสนจะทรมานใจ แถมยังทำให้เราสูญเสียความมั่นใจไปดื้อ ๆ อีกต่างหาก หลายคนชอบคิดเหมาเอาเองว่า "อ๋อ สงสัยช่วงนี้กักตัว นอนดึก พักผ่อนน้อย เป็นแผลร้อนในธรรมดาแหละมั้ง เดี๋ยวก็หาย" แต่ช้าก่อนค่ะ ความจริงแล้วตุ่มใส ๆ ที่ชอบขึ้นมาทักทายเราบ่อย ๆ นั้น อาจไม่ใช่แค่แผลร้อนในธรรมดาอย่างที่เราคิด แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนของ “โรคเริมที่ปาก” ไวรัสตัวร้ายที่พร้อมจะแฝงตัวอยู่ในร่างกายเราไปตลอดชีวิตต่างหากล่ะคะ
วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันแบบหมดเปลือก ละเอียดทุกเม็ดพาทุกคนไปไขข้อข้องใจว่า อาการแบบไหนคือเริม แบบไหนคือร้อนใน วิธีการดูแลตัวเองที่ถูกต้องทำอย่างไร และเมื่อไหร่ที่ต้องรีบไปพบแพทย์ พร้อมแล้วตามมาอ่านกันเลยค่ะ
แยกให้สลัด! เริม VS ร้อนใน ต่างกันยังไงบ้าง
แม้ว่าทั้งสองอาการนี้จะสร้างความเจ็บปวดในช่องปากและริมฝีปากเหมือนกัน จนทำให้หลายคนสับสนบ่อย ๆ แต่ในทางการแพทย์แล้ว ทั้งสองโรคนี้มีสาเหตุ อาการ และตำแหน่งการเกิดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเลยค่ะ ทุกคนสามารถสังเกตและเปรียบเทียบได้ง่าย ๆ จากตารางด้านล่างนี้เลย
ลักษณะและอาการ | โรคเริมที่ปาก (Herpes Labialis) | แผลร้อนใน (Aphthous Ulcer) |
สาเหตุหลัก | เกิดจากการติดเชื้อไวรัส Herpes Simplex Virus Type 1 (HSV-1) | ไม่ใช่โรคติดต่อ เกิดจากภูมิคุ้มกันตก, ความเครียด, การกัดโดน หรือขาดสารอาหาร |
ลักษณะแผล | เริ่มจากกลุ่มตุ่มน้ำใส ๆ ขนาดเล็ก เม็ดรวมกันเป็นกระจุก ต่อมาตุ่มน้ำจะแตกออกกลายเป็นแผลตื้น ๆ แล้วแห้งเป็นสะเก็ด | เริ่มจากจุดแดง ๆ แล้วกลายเป็นแผลหลุมลึก ตรงกลางสีขาวหรือเหลือง ขอบแผลแดงชัดเจน ไม่มีตุ่มน้ำ |
ตำแหน่งที่พบ | มักพบบริเวณภายนอกช่องปาก เช่น ขอบริมฝีปาก, มุมปาก, หรือรอบ ๆ ริมฝีปาก | มักพบบริเวณภายในช่องปาก เช่น หลังริมฝีปากด้านใน, กระพุ้งแก้ม, ใต้ลิ้น หรือเหงือก |
อาการนำก่อนแผลขึ้น | มีอาการคัน ยุบยิบ แสบ ๆ ร้อน ๆ หรือเสียวแปลบ บริเวณผิวหนังล่วงหน้า 1 - 2 วัน | อาจมีอาการเจ็บเสียวๆ นำมาก่อนเล็กน้อย แต่ไม่มีอาการคันหรือแสบร้อนแบบไวรัส |
การติดต่อ | ติดต่อได้ง่ายมาก ผ่านการสัมผัส น้ำลาย จูบ หรือใช้สิ่งของร่วมกัน | ไม่ติดต่อ สู่ผู้อื่นอย่างแน่นอน |
เห็นไหมคะ ทุกคนว่าถ้าเราสังเกตดี ๆ แผลสองชนิดนี้มีความต่างกันอยู่มาก ถ้าเป็นตุ่มน้ำใสโผล่มาที่ขอบปากด้านนอกล่ะก็ ให้สงสัยไว้ก่อนเลยค่ะว่าเป็น “เริม” แน่นอน!
เจาะลึกเรื่อง “โรคเริมที่ปาก” ไวรัสร้ายที่ไม่มีวันจำลา
ในเมื่อเราเริ่มสงสัยแล้วว่าตุ่มใส ๆ นั้นคือเริม เรามาทำความรู้จักกับเจ้าโรคนี้ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นกันดีกว่าค่ะ โรคเริมที่ปาก เกิดจากเชื้อไวรัสที่ชื่อว่า HSV-1 ความน่ากลัวของมันคือ เมื่อเราได้รับเชื้อนี้เข้ามาในร่างกายครั้งแรก (ไม่ว่าจะจากการกินน้ำแก้วเดียวกัน จูบ หรือสัมผัสแผลของผู้มีเชื้อ) เชื้อไวรัสจะเข้าไปหลบซ่อนตัวอยู่ใน "ปมประสาท" ของเราอย่างเงียบเชียบค่ะ มันจะไม่ยอมหายไปไหนเลย และพร้อมที่จะ "ตื่นขึ้นมา" อาละวาดทันทีเมื่อร่างกายของเราอ่อนแอ
ปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เริมกำเริบ
พักผ่อนไม่เพียงพอ : นอนดึก ร่างกายอ่อนเพลียสะสม
ความเครียดและความวิตกกังวล : ทั้งความเครียดทางจิตใจและทางร่างกาย
ภูมิคุ้มกันต่ำลง : ช่วงที่เป็นหวัด มีไข้ หรือช่วงที่มีประจำเดือนสำหรับสาว ๆ
สภาพแวดล้อม : การโดนแสงแดดจัด ๆ ลมแรง หรือสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อย
การระคายเคืองผิว : มีแผลหรือการทำหัตถการบริเวณริมฝีปาก
ระยะดำเนินโรคของเริม (ตั้งแต่เริ่มจนหาย)
ระยะคันยิบๆ (วันแรก) : ยังไม่มีตุ่มขึ้น แต่จะรู้สึกคัน แสบร้อน ยุบยิบที่ริมฝีปาก
ระยะตุ่มน้ำ (วันที 2-3) : ตุ่มน้ำใส ๆ เม็ดเล็ก ๆ เริ่มผุดขึ้นมาเป็นกระจุก เจ็บปวดมาก
ระยะแผลแตก (วันที่ 4-5) : ตุ่มน้ำจะแตกออก มีน้ำเหลืองไหลซึม (ระยะนี้แพร่เชื้อได้ง่ายที่สุด!)
ระยะตกสะเก็ด (วันที่ 6-10) : แผลจะเริ่มแห้งและกลายเป็นสะเก็ดสีน้ำตาล อาจมีอาการคันตึง
ระยะหายสนิท (สัปดาห์ที่ 2) : สะเก็ดหลุดออก ผิวกลับมาเป็นปกติโดยส่วนใหญ่ไม่ทิ้งแผลเป็น

เจาะลึกเรื่อง “แผลร้อนใน” ความทรมานที่สร้างได้ด้วยตัวเอง
มาต่อกันที่ฝั่ง “แผลร้อนใน” กันบ้างค่ะ ถึงแม้ว่าร้อนในจะไม่ใช่โรคติดต่อร้ายแรง และไม่ได้เกิดจากไวรัส แต่เวลาเป็นขึ้นมาทีไรก็ทำเอาเรากินส้มตำไม่อร่อย เคี้ยวอะไรก็แสบสะท้านไปถึงทรวงเหมือนกันใช่ไหมคะ สาเหตุที่แท้จริงของแผลร้อนในยังไม่แน่ชัด แต่ส่วนใหญ่มักสัมพันธ์กับพฤติกรรมและการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เช่น
อุบัติเหตุในช่องปาก : แปรงฟันแรงเกินไปจนกระแทกเหงือก หรือเผลอกัดกระพุ้งแก้มตัวเองขณะเคี้ยวอาหาร
การระคายเคืองจากสิ่งแปลกปลอม : คนที่จัดฟันแล้วโดนลวดจัดฟันเกี่ยว หรือขอบฟันปลอมครูดกับเนื้อเยื่อในปาก
ขาดสารอาหารบางชนิด : เช่น การขาดธาตุเหล็ก โฟเลต หรือวิตามินบี 12
แพ้สารเคมี : แพ้สาร SLS (Sodium Lauryl Sulfate) ซึ่งเป็นสารทำให้เกิดฟองในยาสีฟันบางยี่ห้อ
อาหารบางประเภท : กินของทอด ของมัน ขนมปังกรอบ หรืออาหารรสจัดมากเกินไป
แผลร้อนในมักจะค่อย ๆ ดีขึ้นเองและหายไปภายใน 1-2 สัปดาห์ โดยไม่ทิ้งรอยแผลเป็นใด ๆ ไว้ค่ะ
วิธีการดูแลรักษาและการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง
ไม่ว่าทุกคนกำลังเผชิญหน้ากับตุ่มเริม หรือแผลร้อนในสิ่งสำคัญที่สุดคือ “การปฏิบัติตัวอย่างถูกวิธี” เพื่อให้แผลหายไวที่สุดและป้องกันภาวะแทรกซ้อนค่ะ
หากทุกคนเป็น "โรคเริม" แนะนำว่าให้รับมือตามนี้!
ห้ามแกะ เกา หรือเจาะตุ่มน้ำเด็ดขาด : เพราะน้ำเหลืองในตุ่มมีเชื้อไวรัสอยู่เต็มไปหมด การเจาะจะทำให้เชื้อแพร่กระจายไปยังบริเวณอื่น หรือติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนจนแผลอักเสบหนักกว่าเดิมค่ะ
แยกของใช้ส่วนตัว : แยกแก้วน้ำ ช้อนส้อม ผ้าเช็ดหน้า ลิปสติก และหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดหรือจูบกับผู้อื่นจนกว่าแผลจะหายสนิท
รักษาความสะอาด : ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่ทุกครั้ง ทั้งก่อนและหลังสัมผัสบริเวณริมฝีปาก
ใช้ยาบรรเทาอาการ : สามารถใช้ยาครีมต้านไวรัส (เช่น acyclovir) ทาบริเวณแผล แต่ต้องเริ่มทาตั้งแต่ระยะแรกที่รู้สึกคันยิบๆ ถึงจะได้ผลดีที่สุดนะคะ หรือทานยาพาราเซตามอลเพื่อลดอาการเจ็บปวด
หากทุกคนเป็น "แผลร้อนใน" แนะนำว่าให้รับมือตามนี้!
บ้วนปากด้วยน้ำเกลือบ่อย ๆ : ใชเกลือ 1 ช้อนชาผสมน้ำอุ่น 1 แก้ว บ้วนปากวันละ 2-3 ครั้ง ช่วยลดแบคทีเรียและทำให้แผลหายเร็วขึ้น
หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น : งดอาหารรสจัด เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด ของทอดของมัน และอาหารที่ร้อนจัด
ใช้ยาป้ายแผลในปาก : ใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์ชนิดป้ายแผลในปาก (เช่น Triamcinolone acetonide) แต้มบริเวณแผลก่อนนอน เพื่อลดการอักเสบและช่วยเคลือบแผลไว้ไม่ให้โดนน้ำลายหรืออาหารระคายเคือง
ดื่มน้ำมาก ๆ : ดื่มน้ำสะอาดในอุณหภูมิห้องบ่อย ๆ เพื่อรักษาความชุ่มชื้นและลดความร้อนสะสมในร่างกาย
สุขภาพช่องปากที่ดี และเริ่มต้นที่การดูแลอย่างถูกวิธี
ทุกคนจะเห็นได้เลยไม่ว่าจะเป็นตุ่มใสจากโรคเริม หรือแผลหลุมลึกจากร้อนใน ส่วนหนึ่งก็มีชนวนเหตุมาจาก "สุขภาพและอนามัยในช่องปาก" รวมถึงโครงสร้างภายในช่องปากของเราทั้งสิ้นค่ะ เช่น ฟันที่ซ้อนเก ฟันผุจนคม หรือหินปูนที่สะสม สิ่งเหล่านี้สามารถครูดและทำลายเนื้อเยื่อในปาก จนทำให้เกิดแผลเรื้อรังและเป็นช่องทางให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น ดังนั้น การตรวจสุขภาพฟันและช่องปากโดยทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นประจำทุกๆ 6 เดือน จึงเป็นสิ่งที่เราทุกคนไม่ควรละเลยเด็ดขาดเลยค่ะ!

แล้วอาการแบบไหนที่ต้องรีบไปพบแพทย์ ?
สุดท้ายนี้ แม้ว่าเริมและร้อนในจะสามารถหายเองได้ในคนที่มีสุขภาพแข็งแรงทั่วไป แต่ถ้าทุกคนสังเกตเห็นสัญญาณเตือนเหล่านี้ อย่าลังเลที่จะไปพบแพทย์หรือทันตแพทย์ทันทีนะคะ
ตุ่มน้ำใสหรือแผลในปากลุกลามเร็วมาก และไม่ยอมหายหรือดียังขึ้นเลยหลังจากผ่านไป 2 สัปดาห์
มีอาการเจ็บปวดรุนแรงมาก จนไม่สามารถกลืนน้ำลาย ดื่มน้ำ หรือทานอาหารได้เลย (เสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำ)
มีไข้สูง หนาวสั่น หรือต่อมน้ำเหลืองที่คอบวมโต ร่วมด้วย
ตุ่มใสเริ่มลุกลามเข้าใกล้บริเวณดวงตา (ถ้าเป็นเริมขึ้นตา อันตรายถึงขั้นตาบอดได้เลยนะคะ ต้องระวังมากๆ!)
เป็นบ่อยถี่มาก ๆ เช่น เป็นแทบทุกเดือน หรือแผลเก่าสะเก็ดยังไม่ทันหลุด แผลใหม่ก็ผุดขึ้นมาอีกแล้ว
การดูแลตัวเองจากภายในด้วยการทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด และรักษาสุขอนามัยในช่องปากอยู่เสมอ คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้เราห่างไกลจากทั้งโรคเริมและแผลร้อนในค่ะ
หากทุกคนกำลังมองหาการรักษาทางทันตกรรมที่ได้มาตรฐาน ปลอดภัย และแม่นยำ Jera dent พร้อมให้บริการดูแลสุขภาพช่องปากและฟันของคุณอย่างครบวงจร เรามุ่งเน้นการรักษาที่มีคุณภาพสูงสุด โดยทีมทันตแพทย์เฉพาะทางที่มีประสบการณ์ มั่นใจได้ในความสะอาดและปลอดภัยด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและระบบปลอดเชื้อมาตรฐานสากล เพื่อให้การรักษาทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ความต้องการของผู้เข้ารับบริการอย่างแท้จริง




ความคิดเห็น