เปิดคลินิกทันตกรรม ใช้เงินลงทุนเท่าไหร่ ?
- Rasita Chanratanayothin
- 4 วันที่ผ่านมา
- ยาว 2 นาที

สำหรับทันตแพทย์ หรือผู้ประกอบการที่กำลังวางแผนอยากจะมีคลินิกทันตกรรมเป็นของตัวเอง คงเกิดคำถามสำคัญในใจว่า "หากต้องการเปิดคลินิกทำฟันสักแห่งหนึ่ง เราต้องเตรียมเงินลงทุนเริ่มต้นไว้เท่าไหร่?" เพราะการเปิดคลินิกทันตกรรมไม่ใช่แค่เรื่องของการเช่าพื้นที่ วางเก้าอี้ทำฟัน แล้วเปิดประตูต้อนรับคนไข้ค่ะ แต่เป็นการลงทุนในธุรกิจการแพทย์ที่มีรายละเอียดซับซ้อนมากที่สุดประเภทหนึ่ง มีทั้งเรื่องของมาตรฐานสถานพยาบาลตามกฎหมาย งานระบบโครงสร้างวิศวกรรมเฉพาะทาง อุปกรณ์การแพทย์ขั้นสูง ไปจนถึงระบบซอฟต์แวร์บริหารจัดการบริหารจัดการคนไข้
วันนี้เราจะพาทุกคนไปเจาะลึกรายละเอียดงบประมาณอย่างถี่ถ้วน โดยจำแนกตามประเภทระบบงานอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อให้ทุกคนสามารถนำไปใช้วางแผนทางการเงิน ทำแผนธุรกิจ (Business Plan) หรือยื่นขอสินเชื่อกับธนาคารได้อย่างเป็นระเบียบและมองเห็นภาพรวมได้อย่างชัดเจนที่สุด
ระบบโครงสร้าง อาคาร และสถาปัตยกรรม (Location & Interior Infrastructure System)
งบประมาณประมาณการ : 800,000 – 2,500,000+ บาท
งบประมาณส่วนนี้คือก้าวแรกของการสร้างตัวตนของคลินิกค่ะ เป็นการปรับปรุงอาคาร (Renovation) ไม่ว่าจะเป็นอาคารพาณิชย์ หรือพื้นที่เช่าในศูนย์การค้า ให้กลายเป็นสถานพยาบาลที่ถูกต้องตามกฎหมายกระทรวงสาธารณสุข โดยแบ่งออกเป็นงานระบบย่อยตามข้อมูลเหล่านี้
งานกั้นห้องและการจัดสรรพื้นที่ (Zoning & Layout) : กฎหมายควบคุมสถานพยาบาลระบุชัดเจนว่าคลินิกทันตกรรมต้องมีพื้นที่ใช้สอยที่เป็นสัดส่วน ได้แก่
ห้องตรวจ/ห้องทำฟัน : ต้องมีพื้นที่กว้างขวางพอให้ทันตแพทย์และผู้ช่วยทำงานได้สะดวก
ห้องเอ็กซเรย์ (X-Ray Room) : ต้องมีการกรุตะกั่วที่ผนัง ประตู และกระจกส่อง เพื่อป้องกันรังสีรั่วไหลออกสู่ภายนอกตามมาตรฐานกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
ห้องล้างและนึ่งฆ่าเชื้อเครื่องมือ (Sterilization Room) : ต้องจัดวางระบบไหลเวียนแบบ One-Way Flow คือแยกฝั่งเครื่องมือเปรอะเปื้อน (Dirty Area) และฝั่งเครื่องมือสะอาด (Clean Area) ออกจากกันอย่างชัดเจน
พื้นที่ต้อนรับและนั่งรอ (Reception & Waiting Area) : จัดเตรียมเพื่อรองรับคนไข้และญาติ
ห้องสุขาคนไข้/พนักงาน และห้องพักแพทย์/คลังเก็บเวชภัณฑ์
งานระบบวิศวกรรมสาธารณูปโภคเฉพาะทาง (Dental Utility Systems): ถือเป็นงานระบบที่ซับซ้อนที่สุดของคลินิกทำฟัน ซึ่งต่างจากร้านค้าทั่วไปอย่างสิ้นเชิงค่ะ ประกอบด้วย
ระบบลม (Dental Air Compressor System): ต้องใช้ปั๊มลมชนิดไร้น้ำมัน (Oil-free) เพื่อให้ได้ลมที่สะอาดบริสุทธิ์จ่ายไปยังหัวกรอทำฟัน
ระบบดูดสุญญากาศ (Dental Suction System): ระบบแรงดันดูดสูงสำหรับดูดน้ำลายและเลือดในช่องปาก
ระบบน้ำสะอาดและน้ำทิ้ง: ระบบกรองน้ำบริสุทธิ์เพื่อจ่ายเข้ายูนิตทำฟัน และระบบบำบัด/กรองกรวดตะกั่วก่อนปล่อยน้ำทิ้ง
ระบบไฟฟ้ากำลังแรงสูง: รองรับการกระชากไฟของเครื่องเอ็กซเรย์และยูนิตทำฟันหลายชุดพร้อมกัน
งานตกแต่งภายในและงานเฟอร์นิเจอร์ (Interior Design & Built-in): เคาน์เตอร์ต้อนรับ ตู้เก็บเครื่องมือแพทย์ในห้องตรวจซึ่งต้องใช้วัสดุที่ไม่ซึมซับน้ำ เช็ดทำความสะอาดและฆ่าเชื้อด้วยน้ำยาการแพทย์ได้ง่าย รวมถึงป้ายชื่อคลินิกหน้าร้านที่ต้องถูกต้องตามข้อกำหนดของกระทรวงฯ
ระบบครุภัณฑ์และเทคโนโลยีทางการแพทย์ (Medical & Dental Equipment System)
งบประมาณประมาณการ: 1,200,000 – 4,000,000+ บาท (ผันแปรตามจำนวนยูนิตและระดับเทคโนโลยี)
เครื่องมือแพทย์ถือเป็นหัวใจหลักในการสร้างรายได้ให้กับคลินิกทันตกรรม งบประมาณในหมวดนี้จะขึ้นอยู่กับขนาดของคลินิกและประเภทของบริการที่ทุกคนต้องการเปิดให้บริการค่ะ
เก้าอี้ทำฟัน (Dental Unit) : งบประมาณต่อ 1 ยูนิต อยู่ที่ประมาณ 150,000 – 600,000+ บาท (ขึ้นอยู่กับฟังก์ชันการทำงาน ระบบไฟส่องสว่าง โครงสร้าง เบาะนั่ง ระบบควบคุมดิจิทัล และประเทศผู้ผลิต) หากทุกคนเริ่มต้นเปิดคลินิกที่ 2 ยูนิต ก็ต้องเตรียมงบประมาณในส่วนนี้ไว้ประมาณ 300,000 – 1,200,000 บาทค่ะ
ระบบภาพถ่ายรังสีวินิจฉัย (Dental Radiology System)
เครื่องเอ็กซเรย์ในปาก (Intraoral X-Ray Machine) ร่วมกับดิจิทัลเซนเซอร์ (RVG Sensor) : งบประมาณราวๆ 100,000 – 200,000 บาท
เครื่องเอ็กซเรย์รอบศีรษะ (Panoramic & Cephalometric X-Ray) : งบประมาณ 800,000 – 1,500,000 บาท
เครื่องภาพถ่ายรังสี 3 มิติ (CBCT - Cone Beam Computed Tomography) : สำหรับคลินิกที่เน้นงานรากเทียม หรืองานผ่าตัดซับซ้อน งบประมาณจะอยู่ที่ 1,500,000 – 3,000,000+ บาท
ระบบห้องปลอดเชื้อและอนามัยสิ่งแวดล้อม (Central Sterilization Supply Department - CSSD)
หม้อนึ่งฆ่าเชื้อด้วยแรงดันไอน้ำ (Autoclave) ระดับมาตรฐาน B-Class: 120,000 – 250,000 บาท
เครื่องล้างเครื่องมือด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasonic Cleaner): 20,000 – 50,000 บาท
เครื่องซีลซองบรรจุเครื่องมือ (Sealing Machine) และเครื่องเป่าแห้งด้ามหัวกรอ
เครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์หัตถการเริ่มต้น : ชุดตรวจปาก, ชุดขูดหินปูน, ชุดด้ามหัวกรอเร็ว-กรอช้า (Handpieces), ไฟฉายฉายแสงให้วัสดุอุดฟันแข็งตัว (Curing Light), เครื่องวัดความยาวคลองรากฟัน (Apex Locator), วัสดุพิมพ์ปาก, พลาสติกพิมพ์ฟัน, และยาชา รวมงบประมาณสำรองขั้นต่ำ 200,000 – 400,000 บาท

ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการบริหารจัดการ (IT Infrastructure & Software System)
งบประมาณประมาณการ: 60,000 – 200,000 บาท
ในยุคปัจจุบันการใช้แฟ้มกระดาษเพื่อบันทึกประวัติคนไข้แบบเดิมๆ กลายเป็นเรื่องที่ล้าสมัยและจัดการได้ยากแล้วค่ะ การลงทุนในระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัยจะช่วยลดความผิดพลาด เพิ่มความรวดเร็วในการบริการ และสร้างภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือให้กับคลินิกได้เป็นอย่างดีค่ะ
อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ไอที (IT Hardware Sets)
คอมพิวเตอร์ประจำเคาน์เตอร์ต้อนรับ และคอมพิวเตอร์ประจำห้องตรวจทำฟัน
แท็บเล็ตสำหรับให้คนไข้ลงทะเบียนประวัติ ชินยินยอมรับการรักษา หรือใช้สำหรับหมอฟันอธิบายแผนการรักษา
เครื่องพิมพ์ใบเสร็จอย่างย่อ (Thermal Receipt Printer) และเครื่องพิมพ์สติกเกอร์ฉลากยา (Label Printer)
ลิ้นชักเก็บเงินไฟฟ้า (Cash Drawer) และเครื่องอ่านบัตรประจำตัวประชาชนสมาร์ตการ์ด
ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต อุปกรณ์กระจายสัญญาณ Wi-Fi และกล้องวงจรปิด (CCTV) เพื่อความปลอดภัย
ระบบซอฟต์แวร์บริหารจัดการคลินิก (Clinic Management Software): ซอฟต์แวร์เปรียบเสมือนสมองกลของคลินิกค่ะ ต้องรองรับงานบันทึกประวัติคนไข้ (OPD), ผังชาร์ตฟันดิจิทัล, การใส่งานนัดหมาย, การตัดสต็อกวัสดุและยาอัตโนมัติ, การคำนวณค่าตอบแทนแพทย์ (DF) และการออกรายงานบัญชีเบื้องต้น
-
ระบบงานอนุมัติตามกฎหมายและจริยธรรมสถานพยาบาล (Regulatory & Compliance System)
งบประมาณประมาณการ : 40,000 – 100,000 บาท
การดำเนินธุรกิจสถานพยาบาลจำเป็นต้องถูกต้องตามกฎหมาย 100% เพื่อป้องกันปัญหาการสั่งปิดหรือโดนปรับในภายหลังค่ะ งบประมาณหมวดนี้ประกอบด้วย
ค่าธรรมเนียมการยื่นขอใบอนุญาต: ใบอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาล (สพ.7) และใบอนุญาตให้ดำเนินการสถานพยาบาล (สพ.11) ผ่านสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) หรือสำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ
การทดสอบรังสีและการรับรองห้อง X-Ray: ค่าบริการให้เจ้าหน้าที่จากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์มาตรวจวัดรังสีรั่วไหลและออกเอกสารรับรองความปลอดภัย
การจัดการขยะติดเชื้อและขยะอันตราย: ค่าทำสัญญาและค่าธรรมเนียมกับหน่วยงานจัดเก็บขยะติดเชื้อของเทศบาล หรือบริษัทเอกชนที่ได้รับอนุญาต รวมถึงการจัดหาถังขยะติดเชื้อและถังทิ้งเข็มตามมาตรฐาน
ระบบทุนหมุนเวียน การตลาด และการดำเนินงาน (Working Capital & Marketing System)
งบประมาณประมาณการ: 400,000 – 1,000,000 บาท
ในการเปิดคลินิกช่วง 3–6 เดือนแรก คนไข้ใหม่อาจจะยังอยู่ในช่วงรับรู้และทยอยเข้ามาใช้บริการ ทุกคนจึงจำเป็นต้องมี "เงินทุนหมุนเวียนสำรอง" เพื่อครอบคลุมค่าใช้จ่ายประจำ (Fixed Costs) จนกว่าคลินิกจะมีจุดคุ้มทุน (Break-even Point) ค่ะ
เงินเดือนและค่าตอบแทนบุคลากร : เงินเดือนผู้ช่วยทันตแพทย์, พนักงานต้อนรับประจำเคาน์เตอร์, และแม่บ้านทำความสะอาด
งบการตลาดและประชาสัมพันธ์ (Marketing & PR)
การตลาดออฟไลน์: ป้ายหน้าร้าน, ป้ายไฟ, ใบแผ่นพับแนะนำคลินิก
การตลาดออนไลน์: การสร้างเว็บไซต์, การทำโฆษณาผ่าน Facebook Ads, Google Search Ads, TikTok หรือ LINE Official Account เพื่อสร้างการรับรู้ให้คนในพื้นที่ใกล้เคียง
ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (Opex) : ค่าเช่าสถานที่ล่วงหน้า (มัดจำ 2-3 เดือน), ค่าน้ำ, ค่าไฟ (ซึ่งมักจะสูงกว่าบ้านปกติเนื่องจากเครื่องมือแพทย์และเครื่องปรับอากาศ), ค่าอินเทอร์เน็ต และค่าวัสดุสิ้นเปลืองสำรอง
สรุปตารางเปรียบเทียบงบประมาณการลงทุนตามขนาดคลินิก
เพื่อให้ทุกคนสามารถประเมินภาพรวมงบประมาณได้อย่างชัดเจน สามารถสรุปแบ่งตามขนาดการลงทุนได้ดังนี้ค่ะ
ขนาดและรูปแบบคลินิก | จำนวนยูนิตทำฟัน | งบประมาณรวมโดยประมาณ | กลุ่มเป้าหมายและลักษณะบริการ |
ขนาดเล็ก (Starter / Boutique Clinic) | 1 – 2 ยูนิต | 2.5 – 3.5 ล้านบาท | เหมาะสำหรับทันตแพทย์ที่ต้องการเริ่มต้นเปิดร้านแรก เน้นงานหัตถการทั่วไป ขูดฟัน อุดฟัน ถอนฟัน และผ่าฟันครุฑ |
ขนาดกลาง (Standard Clinic) | 3 – 4 ยูนิต | 3.5 – 6.5 ล้านบาท | คลินิกครอบคลุม มีบริการจัดฟัน ทำรากเทียม เอ็กซเรย์พาโนรามา มีทันตแพทย์เฉพาะทางหมุนเวียน |
ขนาดใหญ่ (Full-Service Dental Center) | 5 ยูนิตขึ้นไป | 7.0 – 12.0+ ล้านบาท | ศูนย์ทันตกรรมครบวงจร มีเครื่อง CBCT 3D มีห้องผ่าตัดศัลยกรรม และทีมแพทย์ครบทุกสาขา |
ตัวช่วยสำคัญในการบริหารจัดการคลินิกยุคใหม่ให้เติบโตอย่างมั่นคง!
เมื่อทุกคนได้วางแผนลงทุนทั้งในเรื่องสถานที่ วิศวกรรมระบบ และเครื่องมือทางการแพทย์ไปอย่างสมบูรณ์แล้ว อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะตัดสินว่าคลินิกของเราจะเติบโตอย่างราบรื่น คืนทุนได้ไว และสร้างกำไรได้อย่างยั่งยืนหรือไม่นั้น ก็คือ "ระบบการบริหารจัดการคลินิก" ค่ะ
หากทุกคนกำลังมองหาโปรแกรมบริหารคลินิกทันตกรรมที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อเข้าใจการทำงานของหมอฟันและพนักงานหน้าเคาน์เตอร์อย่างแท้จริง ดิฉันขอแนะนำให้รู้จักกับ JERA Dent (เจร่า เดนท์) โปรแกรมบริหารคลินิกทันตกรรมบนระบบคลาวด์ (Cloud-based Dental Management System) ที่ครอบคลุมทุกการทำงานในคลินิกยุคใหม่ค่ะ
![]() | ![]() |
ทำไม JERA Dent ถึงเป็นตัวเลือกที่เจ้าของคลินิกและทันตแพทย์ไว้วางใจ
ระบบบันทึกการรักษาเฉพาะทางทันตกรรม: มาพร้อม Digital Tooth Chart (ผังชาร์ตฟันดิจิทัล) ที่ใช้งานง่าย สะดวก บันทึกประวัติการตรวจ OPD Timeline รองรับการจัดการคอร์สจัดฟัน การเคลมสิทธิประกันสังคม และการบันทึกเวชภัณฑ์อย่างเป็นระบบ
จัดเก็บข้อมูลบน Cloud มาตรฐานสูง: ปลอดภัยขั้นสุดด้วยโครงสร้างพื้นฐาน Google Cloud Services พร้อมระบบสำรองข้อมูลอัตโนมัติ ช่วยให้เจ้าของคลินิกสามารถเข้าถึงข้อมูลและเช็กรายงานได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านทุกอุปกรณ์
ระบบ CRM เติมเต็มการบริการด้วย LINE Official Account (JERA CRM): ช่วยให้คนไข้สามารถเช็กวันเวลา นัดหมายรับแจ้งเตือนกันลืมนัดผ่าน SMS หรือ LINE, เช็กคอร์สการรักษาคงเหลือ และสะสมแต้มได้ด้วยตัวเอง สร้างประสบการณ์พรีเมียมให้คนไข้ประทับใจและอยากกลับมาใช้บริการซ้ำ
Dashboard และรายงานวิเคราะห์เชิงลึก: สรุปรายงานการบริหารมากกว่า 30 รูปแบบ ช่วยวิเคราะห์ยอดขาย คลังสต็อกสินค้า และคำนวณค่าตอบแทนทันตแพทย์ (DF) ได้อย่างแม่นยำ ไม่ตกหล่น ลดงานเอกสารซับซ้อน
บริการหลังการขายและการดูแลระดับพรีเมียม (SLA Standard): มีทีมงาน Support มืออาชีพคอยดูแล สอนการใช้งานฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝง พร้อมอัปเดตฟีเจอร์ใหม่ๆ ให้ฟรีตลอดอายุการใช้งาน
ก้าวแรกของการเปิดคลินิกทันตกรรมอย่างมืออาชีพ เริ่มต้นจากการวางระบบบริหารจัดการที่แม่นยำและไว้ใจได้นะคะ เพราะเราเข้าใจว่าการเป็นเจ้าของธุรกิจหรือว่าคลินิกไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ยิ่งต้องดูแลเรื่องของระบบพนักงาน และคนไข้ยิ่งเป็นงานที่ต้องละเอียดมากขึ้นกว่าเดิมไปอีก






ความคิดเห็น