ตื่นมาปากพอง! รวมวิธีจัดการ "เริมที่ปาก" ให้ยุบไว ไม่ทิ้งรอยแผลเป็น
- Rasita Chanratanayothin
- 13 ก.ค.
- ยาว 2 นาที

เชื่อว่าทุกคนต้องเคยเจอโมเมนต์ฝันร้ายแบบนี้แน่ ๆ วันไหนที่มีนัดสำคัญ มีพรีเซนต์งานใหญ่ หรือกำลังจะไปออกเดตกับหวานใจ ตื่นเช้ามาส่องกระจกปุ๊บ อ้าว! ทำไมริมฝีปากมันคันยิบ ๆ แสบ ๆ ร้อน ๆ เจ็บแปลบขึ้นมา แล้วที่ร้ายแรงที่สุดคือมีตุ่มน้ำใส ๆ เม็ดเล็ก ๆ พองขึ้นมาเป็นกระจุก! ความมั่นใจที่สะสมมาเต็มร้อยคือร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่มทันทีเลยค่ะ เสียระบบมาก!
อาการแบบนี้สารภาพมาซะดี ๆ ว่าหลายคนชอบคิดว่าเป็นแค่ "แผลร้อนใน" หรือเปล่า? แต่ขอบอกเลยนะคะว่าถ้ามันขึ้นที่บริเวณขอบริมฝีปากด้านนอก หรือรอบ ๆ ปากเนี่ย มันคือเจ้า "เริมที่ปาก" (Cold Sore) ตัวร้ายค่ะ! ซึ่งเจ้าเริมเนี่ยไม่ได้แค่ทำให้เราเสียความมั่นใจตอนที่เป็นเท่านั้นนะคะ แต่ถ้าเราดูแลไม่ถูกวิธี ไปแกะ ไปเกา หรือรักษาแบบผิด ๆ น้องจะทิ้งรอยแผลเป็นดำ ๆ หรือรอยแผลเป็นบุ๋มที่ทำให้ขอบปากเราแหว่งไปตลอดกาลเลยล่ะค่ะ น่ากลัวมาก! วันนี้เราเลยมัดรวมวิธีจัดการเริมที่ปากฉบับเร่งด่วน ให้ยุบไว ทันใจ และที่สำคัญคือเนียนกริบไม่ทิ้งรอยแผลเป็นกวนใจมาฝากทุกคนกันค่ะ
ทำความรู้จักตัวร้าย "เริมที่ปาก" เกิดจากอะไรกันแน่
ก่อนจะไปดูวิธีรักษา เรามาทำความเข้าใจกันก่อนค่ะว่าเจ้าเริมเนี่ยมันคืออะไร เริมที่ปากเกิดจากเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า Herpes Simplex Virus Type 1 (HSV-1) ค่ะ ซึ่งความน่ากลัวของไวรัสตัวนี้คือ เมื่อมันเข้าสู่ร่างกายเรามาครั้งหนึ่งแล้ว (อาจจะจากการกินน้ำแก้วเดียวกัน จูบ หรือใช้ลิปสติกร่วมกับคนอื่น) มันจะไม่ยอมหายไปไหนเด็ดขาดค่ะ แต่น้องจะเข้าไปนอนหลับปุ๋ยซ่อนตัวอยู่ในปมประสาทของเราอย่างเงียบเชียบเลยค่ะ
แล้วน้องจะตื่นขึ้นมาตอนไหนล่ะ ก็ตอนที่ร่างกายเราอ่อนแอ ภูมิต้านทานตก พักผ่อนไม่เพียงพอ นอนดึก เครียดจัด หรือแม้กระทั่งช่วงที่เรามีประจำเดือน ตากแดดแรง ๆ จนปากแห้งลอก เจ้าไวรัสตัวนี้ก็จะสบโอกาสตื่นขึ้นมาอาละวาดทันที ทำให้ผิวหนังบริเวณริมฝีปากของเราเกิดอาการอักเสบ พองเป็นตุ่มน้ำใส ๆ และแสบร้อนอย่างที่เห็นนั่นเองค่ะ
Checklist ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับเริมที่ปากที่สาว ๆ ต้องหยุดทำด่วน!
บ่อยครั้งที่เวลาร่างกายเราเป็นอะไรขึ้นมา เรามักจะเสิร์ชหาสูตรโบราณหรือวิธีแปลก ๆ ตามอินเทอร์เน็ตมาลองใช้ ซึ่งสำหรับ "เริมที่ปาก" แล้ว ขอบอกเลยค่ะว่าบางวิธีนอกจากจะไม่ช่วยให้หายแล้ว ยังทำให้แผลพังกว่าเดิมด้วย มาเช็กกันค่ะว่ามีอะไรบ้างที่ต้องห้ามทำเด็ดขาด
เอาผงวิเศษหรือยาสีฟันมาอุดแผล หลายคนคิดว่าการเอาของพวกนี้มาทาจะทำให้ตุ่มน้ำแห้งไว แต่ความจริงคือสารเคมีหรือความเย็นในยาสีฟันจะยิ่งทำให้ผิวบอบบางบริเวณริมฝีปากเกิดอาการระคายเคือง อักเสบหนักกว่าเดิม และเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนด้วยค่ะ
ใช้แอลกอฮอล์เช็ดแผลตรง ๆ แอลกอฮอล์ล้างแผล (สีฟ้า) มีฤทธิ์รุนแรงเกินกว่าจะนำมาใช้กับเนื้อเยื่ออ่อน ๆ อย่างริมฝีปากค่ะ การเช็ดลงไปตรง ๆ จะทำให้ผิวไหม้ แห้งกรอบ ตกสะเก็ดหนาเกินไป และทำให้แผลแยกเวลาขยับปาก กลายเป็นรอยแผลเป็นหลุมลึกในที่สุดค่ะ
เจาะตุ่มน้ำให้แตกแล้วเอาน้ำเกลือล้าง วิธีนี้อันตรายมากค่ะ! อย่างที่บอกไปว่าน้ำในตุ่มคือศูนย์รวมเชื้อไวรัส การเจาะนอกจากจะทำให้เชื้อลามแล้ว แผลที่เปิดกว้างออกจะกลายเป็นช่องทางให้เชื้อโรคภายนอกเข้าสู่ผิวหนังได้ง่ายขึ้นค่ะ

รวม 6 สเต็ปจัดการเริมที่ปากให้ยุบไว ไม่ทิ้งรอยแผลเป็น
เอาล่ะค่ะ ถ้าตื่นมาแล้วพบว่าน้องเริมมาเยือนเรียบร้อยแล้ว อย่าเพิ่งสติแตกนะคะ ให้รีบทำตาม 6 ขั้นตอนต่อไปนี้ด่วน ๆ เลยค่ะ เพื่อกู้ปากสวยกลับมาให้เร็วที่สุด!
รีบใช้ยาต้านไวรัสทันที (ทองคำช่วง 24-48 ชั่วโมงแรก)
จำไว้เลยนะคะ ว่า "ความเร็วคือทางรอด" ทันทีที่รู้สึกคันยิบ ๆ หรือเริ่มเห็นตุ่มน้ำใส ๆ ให้รีบไปร้านขายยาแล้วปรึกษาเภสัชกรเพื่อซื้อยาครีมทาแผลเริม (มักจะเป็นยาครีมอะไซโคลเวียร์ - Acyclovir) มาทาทันทีค่ะ ยิ่งทาเร็วเท่าไหร่ ยิ่งช่วยยับยั้งไม่ให้ไวรัสแพร่กระจายเพิ่ม ตุ่มน้ำจะไม่ลามใหญ่โต และช่วยลดระยะเวลาการเป็นลงไปได้เยอะมาก จากที่เคยเป็นอาทิตย์อาจจะเหลือแค่ 3-4 วันก็แห้งแล้วค่ะ วิธีทาที่ถูกต้องคือใช้คอตตอนบัดแต้มยาแล้วทาเบา ๆ ห้ามใช้นิ้วมือถูโดยตรงเด็ดขาดนะคะ
ท่องไว้ในใจ "ห้ามแกะ ห้ามเกา ห้ามบีบ" เด็ดขาด!
เข้าใจเลยค่ะว่ามันคัน มันขัดหูขัดตา ยิ่งเวลาตุ่มน้ำเริ่มเต่งเนี่ย มือมันจะชอบเผลอไปสะกิดไปบีบให้มันแตกใช่ไหมคะ หยุดด่วนเลยค่ะ! เพราะน้ำในตุ่มนั้นเต็มไปด้วยเชื้อไวรัสเข้มข้นมาก ถ้าบีบจนแตก น้ำนั้นไหลไปโดนผิวบริเวณอื่น เริมก็จะลามไปทั่วปากเลยค่ะ แถมการแกะแผลตอนที่กำลังแห้งจะทำให้ผิวหนังอักเสบซ้ำซ้อน กลายเป็นแผลติดเชื้อแบคทีเรีย และนั่นคือสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดรอยแผลเป็นหลุมหรือรอยดำเยียวยายากค่ะ ปล่อยให้มันแห้งและตกสะเก็ดหลุดลอกออกไปเองตามธรรมชาตินะคะ
Tip ลับกู้ผิวปาก : ในช่วงที่แผลเริมเริ่มแห้งเป็นสะเก็ด ให้ประคบเย็นเบา ๆ ด้วยผ้าสะอาดห่อก้อนน้ำแข็ง ครั้งละ 5-10 นาที จะช่วยลดอาการแสบร้อนและลดความยากในการแกะแผลได้ดีมากค่ะ
งดของแสลงกระตุ้นแผลเริม และเลือกกินอาหารที่ใช่
ช่วงที่เป็นเริม ผิวริมฝีปากจะบอบบางและไวต่อสิ่งกระตุ้นมาก ควรงดอาหารที่มีรสจัด เผ็ดจัด เค็มจัด หรืออาหารหมักดอง รวมถึงผลไม้ที่มีฤทธิ์เป็นกรดสูง เช่น มะนาว สับปะรด ส้ม เพราะจะยิ่งทำให้แผลอักเสบและแสบระคายเคืองมากขึ้น นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีสาร "อาร์จีนีน" (Arginine) สูง เช่น ถั่ว ช็อกโกแลต และเมล็ดพืชต่าง ๆ เพราะสารนี้เป็นอาหารโปรดที่ช่วยให้ไวรัสเริมเจริญเติบโตได้ดีค่ะ
แล้วช่วงที่เป็นเริม ควรเลือกกินอะไรดีถึงจะปลอดภัย
ในเมื่อเราต้องงดอาหารบางประเภทไปแล้ว สิ่งที่สาว ๆ ควรทานเพิ่มเพื่อสู้กับไวรัสก็คืออาหารที่มีสาร "ไลซีน" (Lysine) สูงค่ะ เพราะไลซีนเป็นกรดอะมิโนจำเป็นที่ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของไวรัสเริมได้โดยตรง! อาหารที่มีไลซีนสูงและเหมาะกับช่วงนี้ ได้แก่ เนื้อปลา เนื้อไก่ไขมันต่ำ ไข่ไก่ นม (หากไม่แพ้) และโยเกิร์ตรสธรรมชาติค่ะ การทานอาหารเหล่านี้ร่วมกับการดื่มน้ำเปล่าอุณหภูมิห้องบ่อย ๆ จะช่วยให้แผลสมานตัวและผิวรอบริมฝีปากฟื้นฟูได้เร็วยิ่งขึ้นค่ะ
พักผ่อนให้เต็มที่ กู้ภูมิคุ้มกันร่างกาย
ในเมื่อน้องเริมมาเพราะเรา "ภูมิตก" วิธีรักษาจากภายในที่สำคัญที่สุดคือการนอนค่ะ! วางมือถือลงแล้วเข้านอนตั้งแต่สี่ทุ่ม นอนหลับให้สนิทวันละ 7-8 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายได้หลั่งโกรทฮอร์โมนมาซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้กลับมาแข็งแรงพอที่จะไปต่อสู้กับไวรัส นอกจากนี้การทานวิตามินซี (Vitamin C) และซิงค์ (Zinc) เพิ่มเติมในช่วงนี้ ก็จะช่วยให้แผลสมานตัวและหายไวขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลยค่ะ
แยกของใช้ส่วนตัว และงดแต่งหน้าบริเวณปาก
ป้องกันตัวเองแล้วต้องป้องกันคนรอบข้างด้วยนะคะ งดการจูบ งดการใช้แก้วน้ำ ช้อนส้อม หรือผ้าเช็ดหน้าร่วมกับผู้อื่นเด็ดขาด และที่สำคัญสำหรับคือ งดใช้ลิปสติกแท่งโปรดทาลงบนแผลเริมตรง ๆ นะคะ เพราะเชื้อจะติดอยู่บนเนื้อลิปสติก ทำให้พอเราหายแล้ว กลับมาทาใหม่อีกรอบ เริมก็กลับมาเป็นซ้ำได้อีกค่ะ ถ้าจำเป็นต้องทาลิปสติกหรือลิปบาล์มเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น ให้ใช้คอตตอนบัดขูดเนื้อลิปออกมาแล้วค่อย ๆ แต้มเอาค่ะ

ที่สำคัญอย่าลืมดูแลสุขภาพช่องปากและฟันให้สะอาดอยู่เสมอ
ปัญหาสุขภาพในช่องปาก ไม่ว่าจะเป็นฟันผุ เหงือกอักเสบ หรือคราบหินปูนสะสม ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยทางอ้อมที่ทำให้ช่องปากของเรากลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค และทำให้เนื้อเยื่อในช่องปากและริมฝีปากอ่อนแอลง ส่งผลให้เริมกำเริบได้ง่ายขึ้นและบ่อยขึ้นด้วยค่ะ ดังนั้น นอกจากการดูแลแผลภายนอกแล้ว การมีสุขภาพช่องปากที่สะอาดและแข็งแรงสมบูรณ์จึงเป็นเกราะป้องกันชั้นดีที่ไม่ควรมองข้ามเลยค่ะ
บริหารคลินิกทันตกรรมยุคใหม่ให้สมาร์ตและเป็นระบบด้วย Jeradent
ยกระดับคลินิกทำฟันของคุณให้ก้าวล้ำไปอีกขั้นด้วย Jeradent โปรแกรมบริหารงานคลินิกทันตกรรม (Dental Clinic Management Software) ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การทำงานของทันตแพทย์และเจ้าหน้าที่ในคลินิกโดยเฉพาะ!
หมดปัญหาเรื่องความวุ่นวายหลังบ้าน เพราะ Jeradent อัดแน่นไปด้วยฟีเจอร์เด็ด ๆ ไม่ว่าจะเป็น
ระบบนัดหมายคนไข้ที่ใช้งานง่าย : จัดการคิวคนไข้ได้อย่างลื่นไหล ลดการซ้อนทับของเวลา
ระบบบันทึกประวัติและแผนการรักษา (Electronic Medical Record) : จัดเก็บข้อมูลคนไข้ คาร์ดคนไข้ และประวัติการรักษาอย่างเป็นระบบ ปลอดภัย และค้นหาง่ายในไม่กี่คลิก
ระบบบริหารคลังยาและเวชภัณฑ์ : เช็กสต็อกได้แม่นยำ ของไม่ขาด ไม่จมทุน
ระบบบัญชีและรายงานสถิติ : ช่วยให้เจ้าของคลินิกมองเห็นภาพรวมของรายรับ-รายจ่าย และวิเคราะห์การเติบโตของคลินิกได้อย่างแม่นยำ
เปลี่ยนคลินิกฟันแบบเดิม ๆ ให้ก้าวสู่การเป็น Smart Clinic เพื่อส่งมอบประสบการณ์การบริการที่ดีที่สุดให้แก่คนไข้ของคุณ สนใจลงทะเบียนใช้งาน ยกระดับระบบจัดการคลินิกให้เป๊ะปังได้แล้ววันนี้ที่ Jeradent




ความคิดเห็น